ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ฟิสิกส์
เคมี
บทเรียนเคมี
ตารางธาตุ
ศัพท์เคมี
แบบฝึกหัดเคมี
ชีววิทยา
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกฟิสิกส์-เคมี-ชีวะ | หน้าแรกเคมี | บทเรียนเคมี

บทเรียนเคมี
   

ธาตุและสารประกอบในอุตสาหกรรมแร่ : ดีบุก
 
ระดับชั้น : มัธยม 6



ดีบุก

ประเทศไทยได้ผลิตและจำหน่ายดีบุกให้แก่ต่างประเทศ รวมทั้งมีการใช้โลหะดีบุกภายในประเทศมาเป็นเวลานับร้อยปี แต่เพิ่งเริ่มมีการทำเหมืองแร่ดีบุกกันอย่างจริงจังเมื่อประมาณร้อยปีมานี้เอง โดยในตอนแรกได้ทำเหมืองแร่อยู่แต่ในเขตภาคใต้ เช่น ในจังหวัดภูเก็ต ระนอง พังงา สุราษฎร์ธานี ตรัง นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา และปัตตานี ต่อมาได้มีการส่งเสริมทางด้านวิชาการเกี่ยวกับการสำรวจและผลิตแร่ ทำให้มีผู้สนใจประกอบกิจการเหมืองแร่ดีบุกขึ้นมากทั้งในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และในเขตภาคกลางของประเทศ เช่น ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และเพชรบุรี โดยแร่ที่ผลิตได้ส่วนใหญ่มาจากเหมืองในเขตภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแหล่งลานแร่หรือแร่พลัด ส่วนที่เป็นแหล่งทางแร่มักพบในบริเวณภาคอื่น

แร่ดีบุกที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชนิด แคสซิเทอไรต์ (cassiterite) มีสูตรเคมีเป็น SnO2 (stannous oxide) ประกอบด้วยธาตุดีบุกและออกซิเจนร้อยละ 78 และ 22 ตามลำดับ แร่มีความแข็งเท่ากับ 7 ค่าความถ่วงจำเพาะ 6.8 - 7.1 มีสีตั้งแต่สีขาว เหลือง ส้ม แดง น้ำตาล ไปจนถึงสีดำ แต่ที่พบมากคือโทนสีค่อนข้างคล้ำจำพวกสีดำ น้ำตาล และน้ำตาลดำ วิธีทดสอบแร่ชนิดนี้อย่างง่ายทำได้โดยวางเม็ดแร่ลงบนจานสังกะสี หยดกรดเกลือเจือจาง (HCl) ลงไป หากเป็นแร่ดีบุกผิวเม็ดแร่จะเปลี่ยนเป็นสีเทาเงิน

หินที่เป็นต้นกำเนิดแร่ดีบุกคือ หินแกรนิต จึงมักพบแหล่งแร่ตามแนวเทือกหินชนิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่มีการแทรกดันขึ้นมาสัมผัสกับหินข้างเคียง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนสภาพของหิน และมีน้ำแร่หรือสายแร่ เข้ามาประจุอยู่ตามรอยแตกในหิน แหล่งแร่ดีบุกในประเทศมี 2 แบบ คือ แบบปฐมภูมิ (primary deposit) ซึ่งจะพบแร่อยู่ในหินต้นกำเนิดเดิม ที่ยังไม่ผุพัง และ แบบทุติยภูมิ (secondary deposit) ซึ่งเป็นแบบที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมาก เกิดจากแร่ดีบุกผุพังหลุดออกจากต้นกำเนิดเดิมแล้วพัดพาไปสะสมตัวอยู่ ณ ที่แห่งใหม่

แหล่งแร่แบบแรกยังแบ่งย่อยออกไปได้อีกและมีชื่อเรียกตามลักษณะของการกำเนิด อาทิเช่น ดีบุกแบบฝังประในหินแกรนิต ซึ่งพบที่ตำบลหาดส้มแป้น อำเภอเมือง จังหวัดระนองและที่เหมืองทุ่งโพธิ์ จังหวัดสงขลา ดีบุกในสายเพกมาไทต์ (ชาวเหมืองมักเรียกว่า "คลา" หรือ "สายคลา") ที่หมู่เหมืองพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร และหมู่เหมืองในแอ่งกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ดีบุกในสายควอตซ์ ที่หมู่เหมืองปิล๊อก-ราชธน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และดีบุกแบบแปรสภาพโดยการแทนที่ ที่เหมืองปินเยาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นต้น

ส่วนแร่ดีบุกแบบทุติยภูมิที่ผุพังและพลัดไปอยู่ตามไหล่เขาในบริเวณใกล้ต้นกำเนิดเรียกว่า ลานแร่พลัดไหล่เขา หากถูกพัดพาไกลออกไปอยู่ตามเชิงเขาก็เรียกว่า ลานแร่พลัดเชิงเขา หากแร่ถูกพัดพาไปตามทางน้ำ ลำธาร และตกสะสมตัว ในท้องน้ำนั้น ๆ จะเป็นแร่แบบ สะสมตัวตามลำห้วย หรือ ตามหุบเขา และในที่สุดเมื่อแร่ถูกพัดพาไปสะสมตัวในลุ่มแอ่งที่ราบเบื้องล่าง ทำให้เกิด แหล่งแร่แบบที่เรียกว่า ลานแร่

ชั้นกรวด หิน ดิน ทรายที่มีแร่ดีบุกสะสมตัวอยู่เรียกว่า "กะสะ" โดยปกติจะพบว่ามีต้นกำเนิดแร่อยู่ใกล้ๆ หรือรองรับอยู่ทางด้านล่าง ในชั้นกะสะมักพบแร่หนักหลายชนิดเกิดปะปนอยู่กับแร่ดีบุกด้วยเสมอ ที่สำคัญและพบบ่อยได้แก่ แร่อิลเมไนต์ โมนาไซต์ ซีโนไทม์ วุลแฟรไมต์ เซอร์คอน รูไทล์ อะนา-เทส และบางบริเวณอาจพบแร่ในตระกูลโคลัมเบียม-แทนทาลัมได้ด้วย โดยเฉพาะแหล่งที่มีต้นกำเนิดจากสายเพกมาไทต์

การถลุงแร่ดีบุก ในปัจจุบันจะใช้น้ำมันเตาหรือใช้กระแสไฟฟ้าเป็นแหล่งให้ความร้อน โดยนำสินแร่ดีบุกผสมกับถ่านโค้กและหินปูนในอัตราส่วน 20 : 4 : 5 โดยมวล ใส่ลงในเตาถลุง ซึ่งเป็นเตาถลุงแบบนอน ปฏิกิริยาต่างๆ เกิดขึ้นดังนี้



ในสินแร่ดีบุกจะมี SiO2 เป็นสารปนเปื้อน ซึ่งจะเข้าทำปฏิกิริยากับหินปูนดังนี้



ดีบุกที่ถลุงได้นี้ต้องนำไปทำให้บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง สำหรับขี้ตะกรันที่ได้ยังมีดีบุกปนเปื้อนอยู่อีกมาก สามารถนำไปถลุงแยกดีบุกออกมาได้อีก

ดีบุกที่ถลุงได้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์หลายประการ กล่าวคือ ผสมกับตะกั่วเพื่อทำตะกั่วบัดกรี ฉาบแผ่นเหล็กเพื่อทำกระป๋องบรรจุอาหาร ผสมทองแดงเป็นทองสัมฤทธิ์ ผสมกับทองแดงและพลวงได้โลหะผสมพิวเตอร์ซึ่งใช้ทำภาชนะต่างๆ สารประกอบของดีบุก เช่น SnCl4 · 5H2O ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบ เครื่องแก้ว ย้อมสีไหม กระดาษพิมพ์ที่ไวต่อแสง เช่น กระดาษพิมพ์เขียว เป็นต้น

ที่มาข้อมูล : หนังสือเรียนวิชาเคมี เล่ม 6 ว 035 หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2533) กระทรวงศึกษาธิการ.
กรมทรัพยากรธรณี,
ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และวัสดุ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,
จำนวนคนอ่าน 22406 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved