ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
หลักภาษาไทย
แบบทดสอบภาษาไทย
ร้อยแก้ว
ร้อยกรอง
วรรณคดีไทย
บทอาขยาน
คำสับสน
สำนวน / สุภาษิต
คำราชาศัพท์์์
คำย่อ
ภาษาไทยใกล้ตัว
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกภาษาไทย | หลักภาษาไทย

หลักภาษาไทย
   

คำกริยา
 
คำกริยา คือ คำที่แสดงอาการหรือบอกสภาพของประธานในประโยค คำกริยาแบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ

  1. กริยาที่มีความหมายสมบูรณ์ หรือ อกรรมกริยา คือ กริยาชนิดนี้จะมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเองโดยไม่ต้องมีกรรมมารับ เช่น

    กริยาแสดงอาการ กริยาบอกสภาพ
    น้องนอนเปล อากาศวันนี้ร้อน
    แมวกระโดด เธอดีต่อเพื่อนทุกคน
    เขานั่งหน้าบ้าน ถนนราชดำเนินกว้างมาก
    เด็กนักเรียนโตๆ ว่ายน้ำ ทะเลในภาคใต้สวยจริงๆ

    ข้อสังเกต

    • คำกริยาเป็นคำที่ชี้บ่งความหมายสำคัญในประโยค คำใดที่เอาออกจากประโยคแล้ว ประโยคนั้นไม่มีความหมายบริบูรณ์ แสดงว่าคำนั้นเป็นคำกริยา

    • คำกริยา นั่ง นอน ไป มักใช้ติดกับคำนาม แต่นามนั้นไม่ใช่กรรม สังเกตได้จากการเติมบุพบทลงหน้านาม เช่น น้องนอนในเปล เขานั่งบนเก้าอี้ เธอไปที่ศาลากลางจังหวัด

    • คำกริยาบอกสภาพจะมีลักษณะคล้ายคำวิเศษณ์ แต่ถ้านำคำกริยาบอกสภาพออกจากประโยคแล้ว ข้อความนั้นจะเป็นคำหรือกลุ่มคำเท่านั้น

  2. กริยามีกรรม หรือ สกรรมกริยา คือ กริยาที่ต้องมีกรรมมารับข้างท้ายจึงจะได้ความบริบูรณ์ เช่น

    • คนตีกลองเสียงดัง

    • เพื่อนบ้านของฉันชอบเธอ

    • เขาเห็นรถไฟขบวนยาว

    • สวนขนัดนี้มีมะม่วงหลายชนิด

    ข้อสังเกต

    • คำกริยาชนิดนี้สามารถตั้งคำถามในใจได้ว่า ตีอะไร ชอบอะไร เห็นอะไร มีอะไร

    • มีคำกริยาบางคำอาจเป็นได้ทั้งอกรรมกริยาและสกรรมกริยา เช่น

      • ประตูบานนี้ปิด (อกรรมกริยา)

      • ฉันปิดประตูบานนี้ (สกรรมกริยา - ถามว่าปิดอะไร)


  3. กริยาที่ต้องมีนามหรือสรรพนามมาเป็นส่วนเติมเต็ม เรียกเป็นศัพท์ว่า วิกตรรถกริยา คือ กริยาที่ยังไม่มีความบริบูรณ์ต้องมีนามหรือสรรพนามมารับข้างท้ายจึงจะได้ความ เช่น

    • เขาเป็นโฆษกของรัฐบาล

    • เสียงของเขาเหมือนเธอ

    • คะแนนของนารีเท่าวิมล

    • ท่าทางของเขาคล้ายศรราม

    • ลดาวัลย์คือชื่อไม้เถาชนิดหนึ่ง

    • ลบองแปลว่าแบบ

    ข้อสังเกต

    คำกริยาชนิดนี้มีใช้ไม่มาก คำที่ต้องจำ ได้แก่ เป็น เหมือน คล้าย เท่า คือ ถ้าคำในชุดนี้อยู่ในประโยคที่มีกริยาสำคัญแล้ว ต้องสังเกตว่าคำชุดนี้ไม่ใช่คำกริยา อาจทำหน้าที่เป็นคำขยายก็ได้ เช่น

    • เขาเป็นครู (วิกตรรถกริยา)

    • เขาทำงานเป็น (คำขยาย)

  4. คำช่วยกริยา หรือกริยานุเคราะห์ คือ คำกริยาที่ใช้ประกอบกริยาสำคัญในประโยคให้มีความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น คำกริยาชนิดนี้ ได้แก่ กำลัง คง ควร เคย จง จะ จัก ได้ ถูก พึง ย่อม ควรจะ น่าจะ ต้อง ฯลฯ เช่น

    • มาลีกำลังมาโรงเรียน

    • คุณพ่อต้องไปทำงานแต่เช้า

    • เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจ

    • เราพึงทำความดีเพื่อความดี

    • เธอน่าจะเป็นครู

    • ใครจะกินอะไรบ้าง

    ข้อสังเกต

    • คำกริยาชนิดนี้สามารถนำออกจากประโยคได้โดยประโยคยังมีความบริบูรณ์อยู่ เพียงแต่ขาดความชัดเจนไปบ้าง

    • คำกริยาบางคำอาจเป็นได้ทั้งกริยาแท้และคำช่วยกริยา ทั้งนี้ต้องดูการใช้ในประโยคด้วย สังเกตได้คือถ้าเป็นคำช่วยกริยาต้องมีกริยาแท้อยู่ติดกับคำช่วยกริยา ถ้าไม่มีกริยาแท้อยู่ในประโยค คำกริยานั้นเป็นกริยาแท้ เช่น

      • ฉันต้องทำงาน (คำช่วยกริยา)

      • เขาต้องตัวฉัน (สกรรมกริยา)

      • สุภาพได้รับของแล้ว (คำช่วยกริยา)

      • สุภาพได้คะแนนเต็ม (สกรรมกริยา)

      • เขาถูกดุ (คำช่วยกริยา)

      • เลยข้อนี้ถูก (อกรรมกริยา)
หน้าที่ของคำกริยา

คำกริยามีหน้าที่ดังนี้

  1. เป็นตัวแสดงหรือบอกสภาพของประธานในประโยค เช่น

    • เด็กๆ อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ (ตัวแสดง)

    • แม่ครัวไปตลาดทุกวันเสาร์ (ตัวแสดง)

    • กระเป๋าใบนี้หนักสำหรับเด็กเล็กๆ (บอกสภาพ)

    • เสียงวิทยุที่บ้านนี้ดังมาก (บอกสภาพ)

  2. ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า เช่น

    • ของในถุงนี้เป็นของใส่บาตร

    • พ่อซื้อตุ๊กตาเดินได้ให้ลูกสาว

    • เสียงตะโกนของเขาดังมาก

  3. ทำหน้าที่เหมือนนาม เช่น

    • เขาไม่ชอบดื่มสุรา

    • พูดมากมักมีเรื่องมาก

    • กินของเผ็ดมักปวดท้อง

    • ออกกำลังกายทุกวันจะมีสุขภาพดี


  4. ข้อสังเกต คำกริยาที่ทำหน้าที่เหมือนนามนี้ มีลักษณะเหมือนนามบอกอาการคือ สามารถเติม "การ" ลงหน้านามนั้นๆ ได้
จำนวนคนอ่าน 29784 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved