ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | เรื่องน่ารู้

เรื่องน่ารู้
   

โรคไข้หวัดนก (Avian Influenza, Bird Flu)
 
ประวัติของโรคไข้หวัดนก

ไข้หวัดนก (Avian Influenza) หมายถึง โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Avian Influenzavirus type A ในตระกูล Orthomyxoviridae ซึ่งเป็น RNA ไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้ม โดยมี surface antigens ที่สำคัญ ได้แก่ Hemagglutinin (H) มี 15 ชนิด และ Neuraminidase (N) มี 9 ชนิด เชื้อไวรัส Influenza แบ่งเป็น 3 types ได้แก่
Avian Influenzavirus (AIV)



• Type A แบ่งย่อยเป็น 15 subtype ตามความแตกต่างของ H และ N antigen
พบได้ในคนและสัตว์ต่างๆ เช่น สุกร ม้า และสัตว์ปีกทุกชนิด
• Type B ไม่มี subtype พบเฉพาะในคน
• Type C ไม่มี subtype พบเฉพาะในคนและสุกร

ลักษณะของเชื้อไวรัสในกลุ่มนี้จะถูกทำลายได้ง่ายด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไป เช่น แอลกอฮอล์ คลอโรฟอร์ม

ความรุนแรงของโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีก แบ่งเป็น

  1. A pathogenic and mildly pathogenic เป็นชนิดที่ไม่แสดงอาการ และชนิดที่ทำให้อาการป่วยเพียงเล็กน้อย พบได้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก อาจมีสาเหตุจากเชื้อชนิด H1-15


  2. Highly pathogenic avian influenza (HPAI) หรือเดิมเรียกว่า fowl plaque เป็นชนิดที่ทำให้เกิดอาการรุนแรงมาก มีอัตราการตายสูง มีรายงานการระบาดในบางประเทศเท่านั้น เช่น สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก ออสเตรเลีย ฮ่องกงและปากีสถาน
ติดโรคได้อย่างไร

การติดต่อกันระหว่างสัตว์

โดยเชื้อไวรัสจะถูกขับถ่ายออกมาทางอุจจาระจากนก และติดต่อสู่สัตว์ปีกที่ไวต่อการรับเชื้อทางระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร

การติดต่อกันระหว่างสัตว์สู่คน สามารถติดได้ 2 ทาง คือ

  1. โดยทางตรง จากการสัมผัสกับสัตว์ป่วยโดยตรง
  2. โดยทางอ้อม จากการกินอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อมากับอุจจาระ น้ำมูก น้ำตา น้ำลาย ของสัตว์ป่วย
จากการเฝ้าระวังโรค ยังไม่พบว่ามีการติดต่อระหว่างคนสู่คน ซึ่งผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อมากที่สุด คือ ผู้ที่มีอาชีพและใกล้ชิดกับสัตว์ปีก เช่น คนงานในฟาร์ม ที่ต้องคลุกคลีอยู่กับไก่ และพ่อครัว แม่ครัว ผู้ปรุงอาหาร เพราะโรคนี้ติดจากสารคัดหลั่งจากไก่ เช่น น้ำมูก น้ำลาย ของไก่ที่ป่วย และสัตวแพทย์ รวมถึงเด็กๆ ที่เล่นและคลุกคลีกับสัตว์

อาการที่แสดงออกเมื่อได้รับเชื้อ

ในสัตว์

ระยะฟักตัวของโรคมีช่วงระยะเวลาสั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงถึง 3 วัน ขึ้นอยู่กับวิธีการที่ได้รับเชื้อ จำนวนเชื้อ และชนิดของสัตว์

อาการ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดสัตว์ อายุ สภาวะความเครียด โรคแทรกซ้อนและอื่นๆ เชื้อที่ทำให้เกิดอาการรุนแรงในสัตว์ปีกชนิดหนึ่ง อาจไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ ในสัตว์ปีกอีกชนิดหนึ่ง อาการที่พบโดยทั่วไป ได้แก่

  • ซูบผอม ซึมมาก ไม่กินอาหาร ขนยุ่ง ไข่ลด

  • ไอ จาม หายใจลำบาก น้ำตาไหลมาก หน้าบวม หงอนและเหนียงบวม มีสีคล้ำ ตาปิดเนื่องจากหนังตาบวม

  • อาจมีอาการของระบบประสาท และท้องเสีย

  • รายที่รุนแรงจะตายกระทันหันโดยไม่แสดงอาการ (อัตราการตายอาจสูงถึง 100%)

  • ในนกป่ามักไม่แสดงอาการของโรค แต่จะเป็นตัวอมโรคที่สำคัญและทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคได้ไกล เพราะนกจะอพยพหนีความหนาวเย็นมาในประเทศที่อุ่นกว่า
ในคน

เชื้อมีระยะฟักตัวสั้น 1 - 2 วัน มักจะแสดงอาการของโรคทันที ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ กับไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่จะมีอาการรุนแรงกว่า คือ มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศรีษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย ไอมาก จนเจ็บหน้าอก เจ็บคอ น้ำมูกไหล คัดจมูก หายใจลำบาก อาจมีอาการของระบบทางเดินอาหารแทรก เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง และหากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสแทรกซ้อนจะมีอาการรุนแรงถึงปอดบวม (Acute Respiratory Distress Syndrome) ได้ โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ

การระบาดของโรคไข้หวัดนก

การระบาดของโรคไข้หวัดนก จากรายงานของสำนักงานโรคระบาดระหว่างประเทศ (OIE) ปีพ.ศ.2539 - 2540
  • ปี 2539 - 2540 มีรายงานการระบาดในประเทศลาว พม่า เนปาลและปากีสถาน แต่ไม่มีรายงานยืนยันการตรวจแยกและพิสูจน์เชื้อ


  • ปี 2540 มีรายงานการระบาดที่ตรวจยืนยันโดยการแยกและพิสูจน์เชื้อ ดังนี้

  • ฮ่องกง เกิดการระบาดในเดือนมีนาคม – เมษายน ในฟาร์มไก่ 3 แห่ง จำนวนไก่ป่วย 4,500 ตัว พบว่าเกิดจากเชื้อ Highly pathogenic avian influenza (HPAI) ชนิด H5N1 และในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2544 ได้มีการเผยแพร่ข่าวการระบาดของไข้หวัดนกในฮ่องกงทางสื่อมวลชน จากการติดตามข่าวการระบาดของโรคทางเครือข่าย internet การระบาดของโรคไข้หวัดนก ทำให้ไก่ในฮ่องกงตายเป็นจำนวนมาก
    พบว่าจากระบบเฝ้าระวังเชื้อไข้หวัดใหญ่ในสัตว์ปีกของฮ่องกงทั้งในฟาร์ม ตลาดค้าส่งและปลีก ได้ตรวจพบไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ goose 96 H5N1 ทำให้สัตว์ปีกจากตลาด 3 แห่งตายจากโรคนี้ 797 ตัว ภายในเวลา 24 ชั่วโมง (วันที่ 14 - 15 พฤษภาคม 2544) อย่างไรก็ตามยังไม่พบอาการเจ็บป่วยใดๆ ในคนงานที่ทำงานในคอกสัตว์ที่ตรวจพบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ตรวจพบในปีนี้ทางฮ่องกงแจ้งว่าเป็นสายพันธุ์ที่พบเป็นประจำในเป็ดและห่าน และยังไม่พบว่าเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ทำให้เกิดโรคในคน ซึ่งแตกต่างจากไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ chicken 97 H5N1 ที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ในคนใน พ.ศ.2540 ที่มีผู้เสียชีวิต 6 คน ประสบการณ์จากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ครั้งนั้นทำให้ฮ่องกงต้องรีบตัดสินใจฆ่าสัตว์ปีกเพื่อหยุดยั้งการระบาดของเชื้อ โดยในช่วง 3 วัน (18 - 20 พฤษภาคม 2544) มีการทำลายสัตว์ปีกจากตลาดค้าปลีกและส่ง ไปประมาณ 440,000 ตัว และทำลายสัตว์ปีกในฟาร์มไป 645,144 ตัว ในระหว่างวันที่ 23 - 29 พฤษภาคม 2544 นอกจากนี้ยังมีมาตรการปรับปรุงมาตรฐานความสะอาดของตลาดโดยการทำความสะอาดและทำลายเชื้อตลาดทุกแห่งอย่างน้อย 3 ครั้ง ก่อนที่จะเปิดการค้าขายอีกครั้งซึ่งคาดว่าจะเปิดประมาณกลางเดือนมิถุนายน 2544 (ข้อมูลกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข)

    อิตาลี เกิดการระบาดของโรคในไก่ เป็ด และนกต่างๆ จำนวน 6 ครั้ง รวมสัตว์ป่วย ตาย และถูกทำลายเพื่อควบคุมโรค ประมาณ 3,500 ตัว พบว่าเกิดจากเชื้อ HPAI ชนิด H5N2

    ออสเตรเลีย เกิดการระบาดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ในฟาร์มไก่ 2 แห่ง จำนวน 158,000 ตัว และในฟาร์มไก่/นกอีมู 1 แห่ง ซึ่งมีไก่ 33,000 ตัว และนกอีมู 261 ตัว พบว่าเกิดจากเชื้อชนิด HPAI ชนิด H7N4
โรคไข้หวัดนกนี้เป็นโรคระบาดตาม พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ปี พ.ศ.2499 ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษในการควบคุมและเฝ้าระวังโรค

การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนก แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

  1. ผู้ป่วยที่สงสัย (Suspect) ได้แก่ ผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้

    • ไข้ อุณหภูมิกายมากกว่า 38 องศา ร่วมกับ
    • อาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ ปวดกล้ามเนื้อ, ไอ, หายใจผิดปกติ (หอบ, หายใจลำบาก), แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นปอดบวม ร่วมกับ
    • ประวัติการสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตาย โดยตรงในระยะ 10 วันที่ผ่านมา หรือมีการตายของสัตว์ปีกอย่างผิดปกติในพื้นที่ที่อาศัยอยู่ เช่น ในหมู่บ้าน ในตำบล หรือตำบลใกล้เคียง

  2. ผู้ป่วยที่น่าจะเป็น (Probable) ได้แก่ผู้ป่วยที่ต้องสงสัย ร่วมกับอาการตรวจดังต่อไปนี้

    • ความผิดปกติของปอดที่ชัดเจนและมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เลวลง แม้จะให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (Broad Spectrum Antibiotics) ร่วมกับ
    • ได้ตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบการติดเชื้ออื่นที่จะอธิบายการป่วยได้

  3. ผู้ป่วยยืนยัน (Confirm) ได้แก่ ผู้ป่วยที่น่าจะเป็นและมีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติต่อไปนี้สนับสนุน

    • เพาะเชื้อพบ Influenza A ที่ไม่ใช่ H1 หรือ H2 หรือ H3
    • ตรวจ PCR (Polymerase Chain Reaction) ด้วยห้องปฏิบัติการยืนยันว่าเป็น Influenza A ที่ไม่ใช่ H1 หรือ H2 หรือ H3
ส่วนคำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป คือ ทำร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคได้ดี โดยการรับประทานอาหารให้ครบถ้วน รวมทั้งผักและผลไม้ งดบุหรี่ สุรา นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ควรสวมเสื้อผ้าให้อบอุ่นพอในช่วงอากาศเย็น และหากมีอาการไม่สบาย เช่น มีไข้ ปวดศรีษะ หนาวสั่น เจ็บคอ ไอ ต้องรีบไปพบแทย์ทันที และแจ้งแพทย์ด้วยว่าทำงานในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือมีประวัติสัมผัสซากสัตว์

แนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนก

ผู้บริโภคไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่

  1. เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหารการบริโภคเนื้อสัตว์ รวมทั้งเนื้อไก่และไข่ไก่ โดยทั่วไปจึงควรรับประทานเนื้อที่ปรุงให้สุกเท่านั้น เนื่องจากเชื้อโรคต่างๆ ที่อาจปนเปื้อนมา ไม่ว่าจะเป็นไวรัส แบคที เรีย หรือพยาธิ จะถูกทำลายไปด้วยความร้อน


  2. เนื้อไก่และไข่ไก่ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดในขณะนี้ ถือว่ามีความปลอดภัย สามารถบริโภคได้ตามปกติ แต่ต้องรับประทานเนื้อไก่และไข่ที่ปรุงสุกเท่านั้น งดการรับประทานอาหารที่ปรุงกึ่งสุกกึ่งดิบ

  3. เลือกรับประทานไข่ที่ปรุงสุกอย่างดี โดย เฉพาะในช่วงที่มีปัญหาโรคระบาดในไก่
ผู้ประกอบอาหาร

ผู้ประกอบอาหารทั้งเพื่อการจำหน่ายและแม่บ้านที่เตรียมอาหารในครัวเรือนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อจากอาหาร กระทรวงสาธารณสุข ขอเน้นการป้องกัน ดังนี้

  1. ควรเลือกซื้อเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่จากแหล่งที่มีการรับรองมาตรฐานหรือร้านค้าประจำ และเลือกซื้อไก่สดที่ไม่มีลักษณะบ่งชี้ว่าอาจตายด้วยโรคติดเชื้อ เช่น เนื้อมีสีคล้ำ มีจุดเลือดออก เป็นต้น สำหรับไข่ควรเลือกฟองที่ดูสดใหม่และไม่มีมูลไก่ติดเปื้อนที่เปลือกไข่ ก่อนปรุงควรนำมาล้างให้สะอาด


  2. ไม่ใช้มือที่เปื้อนมาจับต้องจมูก ตา และปาก และหมั่นล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจับต้องเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์


  3. ควรแยกเขียงสำหรับหั่นเนื้อไก่และมีเขียงสำหรับหั่นอาหารที่ปรุงสุกแล้ว หรือผัก ผลไม้ โดยเฉพาะไม่ใช้เขียงเดียวกัน
ผู้ชำแหละไก่

ผู้ชำแหละไก่อาจมีความเสี่ยงจากการติดโรคจากสัตว์จึงควรระมัดระวังขณะปฏิบัติงาน ดังนี้

  1. ต้องไม่ซื้อไก่ที่มีอาการผิดปกติจากการติดเชื้อ เช่น ซึมหงอย ขนฟู หน้า หงอนหรือเหนียงบวมคล้ำ มีน้ำมูก หรือขี้ไหล เป็นต้น หรือไก่ที่ตายมาชำแหละขาย


  2. ไม่ขังสัตว์ปีกจำพวก ไก่ เป็ด ห่าน ฯลฯ ที่รอชำแหละไว้ในกรงใกล้ๆ กัน เพราะจะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เชื้อโรคกลายพันธุ์ จนอาจเกิดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่เป็นอันตรายทั้งต่อคนและสัตว์ได้


  3. ควรทำความสะอาดกรงและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ ด้วยน้ำผงซักฟอก และนำไปผึ่งกลางแดดจัดๆ นอกจากนั้นอาจราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเดือนละ 1 - 2 ครั้ง


  4. หากสัตว์ที่ชำแหละมีลักษณะผิดปกติ เช่น มีจุดเลือดออก มีน้ำหรือเลือดคั่ง หรือจุดเนื้อตายสีขาวที่เครื่องใน หรือเนื้อมีสีผิดปกติ ต้องไม่นำไปจำหน่ายและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาตรวจสอบทันที เพราะอาจเป็นโรคระบาด


  5. ต้องล้างบริเวณชำแหละสัตว์ให้สะอาดด้วยน้ำผงซักฟอกหลังเสร็จสิ้นการชำแหละไก่ และควรราดน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเดือนละ 1 - 2 ครั้ง


  6. ผู้ชำแหละไก่ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา รองเท้าบู๊ต และต้องหมั่นล้างมือบ่อยๆ


  7. รีบอาบน้ำชะรำร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ ส่วนเสื้อผ้าชุดเดิม พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตาควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาดและผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง
ผู้ขนย้ายสัตว์ปีก

ผู้ขนย้ายสัตว์ปีกควรระมัดระวังตนเองไม่ให้ติดโรคจากสัตว์ และป้องกันการนำเชื้อจากฟาร์มหนึ่งไปแพร่ยังฟาร์มอื่นๆ จึงควรปฏิบัติ ดังนี้

  1. งดซื้อสัตว์จากฟาร์มที่มีสัตว์ตายมากผิดปกติ


  2. เมื่อขนส่งสัตว์เสร็จในแต่ละวัน ต้องรีบล้างทำความสะอาดรถให้สะอาดด้วยน้ำผงซักฟอก สำหรับกรงขังสัตว์ควรราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อซ้ำอีกครั้งหนึ่ง


  3. ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ รองเท้าบู๊ต และต้องหมั่นล้างมือบ่อยๆ


  4. รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ ส่วนเสื้อผ้าชุดเดิมและเครื่องป้องกันร่างกาย ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาดและผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง
เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่

เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ รวมทั้งผู้เลี้ยงไก่ และผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ในฟาร์มที่มีการระบาด เป็นกลุ่มประชาชนที่เสี่ยงต่อการติดโรคจากสัตว์ ดังนั้น จึงควรปฏิบัติโดยเคร่งครัด ดังนี้

  1. เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ ต้องป้องกันไม่ให้สัตว์อื่นๆ รวมทั้งนกทุกชนิด และสัตว์พาหนะนำโรค เช่น หนู เป็นต้น เข้ามาในโรงเรือน เพราะอาจนำเชื้อโรคเข้ามาแพร่ให้ไก่ได้ นอกจากนั้นจะต้องรักษาความสะอาดในโรงเรือนให้ดีอยู่เสมอ และหากมีไก่ป่วยหรือตายไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที ต้องไม่นำไก่ป่วยหรือตายออกมาจำหน่ายและทำการกำจัดทิ้งตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด เช่น อาจฝังให้ลึกแล้วราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือปูนขาว หรือนำไปเผา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อมาสู่สัตว์หรือคน


  2. ผู้ที่เลี้ยงสัตว์หรือผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ในฟาร์มที่มีการระบาด ไม่ว่าจากสาเหตุใดควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกายเช่น พลาสติก หรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิด ปาก จมูก ถุงมือ แว่นตา รองเท้าบู๊ต และต้องหมั่นล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังจับต้องสัตว์ป่วย หรือซากสัตว์ที่ตาย


  3. รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ เสื้อผ้าชุดเดิม พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปาก จมูก ถุงมือ แว่นตา ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง
การป้องกันโรคให้แก่เด็ก

  1. เนื่องจากเด็กมักมีนิสัยชอบเล่นคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงรวมทั้งไก่และนกและหากติดเชื้อไข้หวัดนกมักป่วยรุนแรง ดังนั้น ในช่วงที่มีโรคระบาดในสัตว์ปีก มีสัตว์ตายมากผิดปกติ พ่อ แม่ ผู้ปกครองควรระมัดระวังดูแลเด็กให้ใกล้ชิด และเตือนไม่ให้เด็กจับอุ้มไก่ หรือนก หรือจับต้องซากสัตว์ปีกที่ตายและต้องฝึกสุขนิสัยที่ดีให้เด็ก โดยเฉพาะการล้างมือทุกครั้งหลังจับต้องสัตว์


  2. หากเด็กมีอาการป่วย สงสัยเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโรคเร็วที่สุด โดยทั่วไปเมื่อได้รับการรักษาและดูแลอย่างถูกต้อง เด็กจะค่อยๆ มีอาการดีขึ้นภายใน 2 ถึง 7 วัน แต่ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น มีอาการหอบ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
มาตรการควบคุมและเฝ้าระวังในประเทศที่ผ่านมา มีการประสานงานกับหน่วยงานใดบ้าง
ข้อมูลเพิ่มเติม : ความต่างของไข้หวัดนกและอหิวาต์เป็ด - ไก่
เหยื่อสถานการณ์ไข้หวัดนก
อหิวาต์เป็ด - ไก่ (fowl cholera)
วิธีปรุงอาหารจากไก่และไข่ ปลอดภัยจากไข้หวัดนก
ที่มาข้อมูล : กองควบคุมโรคระบาด กรมปศุสัตว์
จำนวนคนอ่าน 1248 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved