ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หมายเหตุ

หมายเหตุ
   

เรียนวิทยาศาสตร์จากของเล่นพื้นบ้าน (ตอนที่ 3)
 


ถึงแม้ว่าของเล่นพื้นบ้านจะมีคุณค่าต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายประการ ดังต่อไปนี้

  1. กระบวนการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับของเล่น และการเล่นได้ลดบทบาทลง เนื่องจากวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เด็กรุ่นใหม่นิยมซื้อของเล่นจากวัสดุสงเคราะห์ และผู้ใหญ่ก็มีความรู้เกี่ยวกับการประดิษฐ์ของเล่นพื้นบ้านลดน้อยลง คนใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตสนองตอบต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าอดีต ทำให้โอกาสที่จะทำของเล่นจากวัสดุในท้องถิ่นลดลงตามไปด้วย ความหลากหลายของเล่นพื้นบ้านจึงลดลงไปตามกาลเวลา

  2. ของเล่นพื้นบ้านมีความคงทนน้อย ส่วนใหญ่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น กิ่งไม้ ใบไม้ ลำต้น และวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น การรู้จักวัสดุธรรมชาติมาทำเป็นของเล่น เป็นการปลูกฝังให้เด็กเป็นคนประหยัด สร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และรักธรรมชาติ แต่ของเล่นเหล่านี้เก็บรักษาได้ชั่วคราว เสียหายง่าย

  3. วัสดุที่นำมาประดิษฐ์ มาจากธรรมชาติจึงมีสีสันน้อยกว่าวัสดุสังเคราะห์ ซึ่งเด็กมักจะชอบเล่นของเล่นที่มีสีสันหลากหลายมากกว่า เพราะสีของของเล่นก็เป็นตัวกระตุ้นพัฒนาการของเด็กได้เช่นกัน

  4. ของเล่นพื้นบ้านบางชนิดอาจเป็นอันตรายกับเด็ก เช่น หนังสติ๊ก บั้งโพละ บั้งไฟ บางชนิดเป็นของเล่นที่สกปรก อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อโรคได้


ความรู้ที่สำคัญต่อกระบวนการดำรงชีวิต ไม่ได้อยู่อย่างลอยๆ แต่มีการบูรณาการเชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อน มิติของวิทยาศาสตร์มิใช่เพียงความรู้ หรือกระบวนการที่นำพาเข้าหาความจริงของธรรมชาติ หากแต่หมายความรวมถึงวิทยาศาสตร์ที่แฝงมาในรูปของวัฒนธรรม ความรู้พื้นบ้านที่สั่งสมกันมากลายเป็นอ่างของความรู้ขนาดใหญ่ คนในชุมชนร่วมกันสร้าง และเติมเต็มความรู้ไปพร้อมๆ กับการใช้ประโยชน์ร่วมกัน สิ่งที่บรรพชนได้สร้างสรรค์ไว้ กลายเป็นองค์ความรู้และกระบวนการที่สอดคล้องกับหลักทางวิทยาศาสตร์ เพื่อมุ่งตอบสนองคุณค่าการใช้งานและคุณค่าทางจิตใจ ของเล่นพื้นบ้านจึงกลายเป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างความรู้พื้นบ้าน กับหลักการวิทยาศาสตร์สากล สามารถสรุปข้อดี ของของเล่นพื้นบ้านที่ส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ได้ดังนี้

  1. ทำให้วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์เข้าใจง่ายขึ้น ไม่สลับซับซ้อนแก่การทำความเข้าใจ เนื่องจากการเล่นเป็นการผ่อนคลาย และขณะเดียวกันก็ได้เรียนหลักการวิทยาศาสตร์ไปด้วย เรียกได้ว่า ทั้งเรียนทั้งเล่น ก็เห็นความเป็นวิทยาศาสตร์

  2. วิทยาศาสตร์นั้น สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน การนำเอาสิ่งที่ผู้เรียนประสบพบเจอ หรือคุ้นเคยมาส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ผู้เรียนก็จะเกิดเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและใกล้ตัว จำเป็นที่จะต้องเติมเต็มให้ครบกับสมองสองส่วน

  3. ของเล่นพื้นบ้าน เป็นบ่อบ่มเพาะให้ผู้เรียนเกิดความกระหาย ใคร่รู้ ทั้งในแง่ความรู้ที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม พยายามนำความรู้ไปสร้างกรอบความคิดเพิ่มเติม และปรับขยายเพื่อปรับประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม

  4. ของเล่นพื้นบ้าน มีฐานคิดมาจากการประดิษฐ์ด้วยภูมิปัญญาของคนในชุมชน นอกจากผู้เรียนจะได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการผลิตเทคโนโลยีระดับพื้นบ้าน ผู้เรียนเกิดความซาบซึ้งในสิ่งดีงามที่บรรพชนสร้างสรรค์ เล็งเห็นคุณค่าที่แท้จริงของวัฒนธรรมชุมชนมากกว่าการหลงไปกับวัฒนธรรมเทียม

  5. ของเล่นพื้นบ้านส่วนใหญ่นิยมสร้างจากวัสดุหาง่ายในท้องถิ่น ราคาถูก และไม่เป็นอันตรายต่อผู้เล่น เป็นเทคโนโลยีไม่สลับซับซ้อน ถ้าได้รับการพัฒนาก็จะเกิดมูลค่าขึ้นมาได้
ตัวอย่างของเล่นพื้นบ้านที่ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้

กำหมุน

กำหมุน

กำหมุนเป็นชื่อของเล่นพื้นบ้านที่เรียกตามวิธีเล่น ซึ่งใช้มือด้านหนึ่งจับ หรือ “กำ” เอาไว้ แล้วใช้มืออีกข้างดึงเชือกเพื่อให้ใบพัดหมุนไปมาอย่างรวดเร็ว วิธีเล่นคือ ใช้มือกำกระบอกไว้ให้มั่น จับไม่ไผ่ท่อนเล็กๆ แล้วดึงเชือกแกนใบพัดก็จะหมุนไป แล้วก็หมุนกลับไปมา ตามจังหวะที่เราดึงและผ่อนเชือก ส่งเสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์ หลักการของแรงยืดหยุ่นของเชือกกับไมเมนต์ ความเฉื่อยของการหมุน เมื่อเราดึงเลือกสุดแรงยืดหยุ่น และไมเมนต์ความเฉื่อยก็จะตีกลับไปในทางตรงข้าม ทำให้ใบพัดหมุนไปมาได้อย่างต่อเนื่อง หากเราดึงและผ่อนเชือกในความแรงที่พอเหมาะ

จานบิน

จานบิน

จานบินเป็นของเล่นที่เกิดจากแนวคิดที่ลูกไม้รักหล่นจากต้น แล้วหมุนติ้วลงสู่พื้นดินประยุกต์กับแนวคิดเรื่องรูปร่างใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ เพื่อให้ของเล่นชิ้นนี้สามารถทะยานขึ้นสู่ฟ้าได้ วิธีเล่น คือ ใช้สองมือประสานที่แกนใบพัด แล้วปั่นไปข้างหน้า จานบินก็จะหมุนลอยขึ้นฟ้า เทคนิคการปั่นนั้น สามารถที่จะปั่นได้ในหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นปั่นไปทางด้านข้าง ทแยงขึ้น หรือทแยงลง ส่งเสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์ หลักการหมุนของวัตถุและกลศาสตร์ของไหล ตรงปีกทั้งสองข้างจะมีลักษณะโค้งเหมือนปีเฮลิคอปเตอร์ เมื่อหมุนทำให้แรงดันอากาศของสองด้านไม่เท่ากัน คือ ด้านบนจะมีแรงดันน้อยกว่าด้านล่าง ทำให้ใบพัดพุ่งขึ้นไปข้างบนได้ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการทำเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินนั่นเอง

สัตว์กะลา

เต่ากะลา
สัตว์กะลาสร้างจากกะลามะพร้าว รูปทรงต่างๆ ผสานกับจินตนาการออกมาเป็นสัตว์ต่างๆ วิธีเล่น มีสามวิธี คือ ดึงเชือกชนกะลาแล้วปล่อย สัตว์กะลาก็จะวิ่งไปข้างหน้า หรือใช้มือหมุนข้างล่างแล้วปล่อย หรือใช้ลากล่น ส่งเสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์ สัตว์กะลาเคลื่อนที่ได้โดยอาศัย เพลาล้อ และแรงที่กระทำต่อวัตถุรวมทั้งความยืดหยุ่นที่ทำให้เกิดการดึงเชือกกลับ

นอกจากหลักการ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่เด็กได้รับขณะสัมผัสกับของเล่นพื้นบ้านแล้ว ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ก็เกิดขึ้นตามแต่ลักษณะของเล่นที่เด็กได้สัมผัส จะเห็นได้ว่า การเรียนรู้จากของเล่นพื้นบ้าน เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนได้เติมเต็มพัฒนาการ ตามที่การจัดการศึกษาคาดหวังไว้ ดังนั้น ความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้ตามแนวปฏิรูปจึงไม่ใช่อยู่ที่การนำความรู้สากล ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันมาบ่งชี้ แต่ทว่า ความจริงของชีวิตแห่งการเรียนรู้นั้น เป็นการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของชุมชน เรียนรู้เพื่อกระบวนการดำรงอยู่อย่างสากล ไม่แปลกแยกจากความเป็นท้องถิ่น และเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเปิดรับความรู้ท้องถิ่นที่เป็นรากเหง้าของชุมชนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ เพื่อชีวิตและสังคม เป็นการเปิดกว้างทั้งวิธีการ และตัวองค์ความรู้ที่ส่อประสาน และแทรกสอดอยู่ในวิถีชีวิต สร้างความรู้จากจิตสำนึกและคุณค่าต่อสังคม (George 1999 : 77) เด็กได้รู้จักคิดประดิษฐ์ คิดสร้างสรรค์ เสริมสร้างจินตนาการจากเทคโนโลยีที่ง่าย ทำให้วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เข้าใจง่ายขึ้น

ย้อนกลับ


จำนวนคนอ่าน 12067 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved