ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หมายเหตุ

หมายเหตุ
   

การวัดความคิดสร้างสรรค์ด้วยแบบทดสอบ ทีซีที - ดีที (TCT - DP) ตอนที่ 2
 



แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัยที่จะนำเสนอในบทความนี้เป็นแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของเจลเลนและเออร์บัน (Jellen and Urban) หรือเรียกว่าแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์จาการวาดภาพ หรือเรียกอีกอย่างว่า แบบทดสอบ ทีซีดี-ดีพี (TCT-DT : Test for Creative Thinking Drawing Production) ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้

1. ลักษณะของแบบทดสอบ

ลักษณะของแบบทดสอบเป็นแบบทดสอบที่ใช้กระดาษและดินสอโดยใช้ทดสอบเป็นรายบุคคล หรือเป็นรายกลุ่มบุคคล ซึ่งกำหนดรูปแบบ ดังนี้

สิ่งที่กำหนดเป็นสิ่งเร้าที่จักเตรียมไว้ในรูปของชิ้นส่วนเล็กๆ มีขนาดและรูปร่างแตกต่างกัน เช่น รูปมุมฉาก รูปครึ่งวงกลม รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสปลายเปิด รูปจุด รูปรอย เส้นประ รูปเส้นโค้ง ด้วยตัว S ซึ่งประกอบอยู่ด้านในและด้านนอกกรอบสี้เหลี่ยมใหญ่
การตอบสนองสิ่งเร้า ผู้ถูกทดสอบสามารถตอบสนองสิ่งเร้า โดยอย่างอิสระตามจินตนาการโดยการวาดภาพขึ้นมาในขอบเขตของช่วงเวลาที่กำหนด ให้และมีเกณฑ์สำหรับยึดถือเป็นหลักในการประเมินคุณค่าความคิดสร้างสรรค์จากผลการวาดภาพทั้งหมด

2. การใช้แบบทดสอบ

ผู้ถูกทดสอบจะได้รับแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ TCT-DT (ภาพที่ 2) และดินสอซึ่งไม่มียางลบ เพื่อไม่ให้ผู้ตอบเปลี่ยนภาพที่วาดแล้ว
ผู้ทดสอบอ่านคำสั่งช้าๆ และชัดเจน ดังนี้ “ภาพที่วาดอยู่ข้างหน้าเด็กๆ ขณะนี้เป็นภาพที่ไม่สมบูรณ์" ผู้วาดเริ่มลงมือวาดแต่ถูกขัดจังหวะเสียก่อน ขอให้เด็กๆ วาดต่อให้สมบูรณ์ จะวาดเป็นภาพอะไรก็ได้ตามที่เด็กๆ ต้องการ ไม่มีการวาดภาพใดๆ ที่ถือว่าผิด ภาพทุกภาพเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งสิ้น เมื่อวาดภาพเสร็จแล้วขอให้นำมาส่งครู
เมื่อผู้ถูกทดสอบเข้าใจแล้วให้ลงมือวาดภาพ และถ้าหากมีคำถามในช่วงที่กำลังทำแบบทดสอบ ผู้ทดสอบอาจจะตอบคำถามได้ เช่น “หนูจะวาดรูปอะไร” ให้ครูตอบได้ว่า “เด็กๆ อยากวาดภาพอะไรก็ได้ตามที่อยากจะวาด รูปที่วาดเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งสิ้น ทำอย่างไรก็ได้ ไม่มีสิ่งใดผิด” หากผู้ถูทดสอบยังมีคำถาม เช่น ถามถึงชิ้นส่วนที่ปรากฏอยู่รอบนอก ก็ตอบเป็นทำนองเดิมห้ามอธิบายเนื้อหาหรือวิธีการใดๆ เพื่อเติมนอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการพาดพิงถึงเวลาที่ควรใช้ในการวาดภาพ ผู้ทดสอบความพูดในทำนองที่ว่า เริ่มวาดได้เลยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา
ผู้ทดสอบบอกให้ผู้ถูกทดสอบตั้งชื่อ เรื่อง ควรพูดเบาๆ โดยมารบกวนผู้ถูกทดสอบคนอื่นที่ยังทำไม่เสร็จ แล้วเขียนชื่อเรื่องไว้บนมุมขวาบน เพราะจะใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการแปลงผลการวาดภาพ
ผู้ทดสอบจดบันทึกเวลาการทำทดสอบของผู้ที่ทำเสร็จก่อน 12 นาที โดยจดบันทึก อายุ เพศ ชื่อ ของผู้ถูกทดสอบในช่องว่างมุมขวาของแบบทดสอบ
ในการทดสอบกำหนดเวลา 15 นาที หลังจากนั้นผู้ทดสอบจะเก็บข้อมูลทั้งหมด เขียนชื่อ อายุ เพศ และชื่อเรื่อง หรือเขียนชื่อภาพที่ผู้ถูกทดสอบเป็นชื่อตั้งไว้ที่มุมขวาของแบบทดสอบ

3. เกณฑ์การประเมิน

การประเมินแบบทดสอบดำเนินการตามเกณฑ์การประเมินผลของแบบทดสอบแนวความคิดสร้างสรรค์โดยวาดของเจลเลนและเออร์บัน (Jellen and Urban. 1986; Urban. 2005) ซึ่งมีเกณฑ์ประเมินผลทั้งหมด 11 เกณฑ์ ดังนี้



เกณฑ์ประเมินผลทั้งหมด 11 เกณฑ์ ดังนี้

4. คะแนนรวมของแบบทดสอบ TCT - DP

ด้านหลังของแบบทดสอบมีช่วงให้คะแนน 11 ช่วง แต่ละช่วงจะมีรหัสสำหรับให้คะแนน วิธีการให้คะแนนให้พับส่วนของแบบทดสอบขึ้นมาก็สามารถให้คะแนนได้ทันที คะแนนรวมของแบบทดสอบ TCT-DT คือ 72 คะแนน โดยมีรายละเอียดของคะแนน ดังนี้ เกณฑ์ข้อที่ 1-11 ยกเว้นข้อ 10 คะแนนเต็มข้อละ 6 คะแนน ข้อ 11 แบ่งเป็น 4 ข้อย่อยๆ ละ 3 คะแนน รวม 72 คะแนน เกณฑ์การตัดสินระดับความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์การวาดภาพ TCT-DT

- ได้คะแนนรวมต่ำกว่า 24 คะแนน มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับต่ำ
- ได้คะแนนรวมระหว่าง 24-47 คะแนน มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับปานกลาง
- ได้คะแนนรวมตั้งแต่ 48 คะแนนขึ้นไป มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับสูง



การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และฝึกฝนโดยเน้นกระบวนการ เทคนิควิธีเป็นสำคัญมากกว่าการเรียนรู้ที่ตัวเนื้อหาสาระ ซึ่งมีแนวทางในการส่งเสริมและการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์หลายวิธีด้วยกัน เช่น การระดมพลังสมอง การคิดให้ได้ปริมาณมากและมีคุณภาพในช่วงเวลาที่จำกัด การฝึกจินตนาการ การคิดฝันหรือคิดในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น การฝึกแก้ปัญหาสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและอิสระ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงและพิจารณาถึงปัญหาและอุปสรรคของความคิดสร้างสรรค์ได้แก่ ความกลัว ความเคยชิน ความเกียจคร้าน ความมีอคติ การเน้นบทบาทของเพศ การเน้นความสำเร็จและประณามความล้มเหลว (อารี รังสินันท์. 2527 : 157) การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เจริญงอกงามแก่ผู้เรียน ผู้สอนที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ จึงต้องมีบทบาทสำคัญอย่างมาก พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา (2542 : 162-163) ได้เสนอแนวทางแก่ผู้สอนในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ดังนี้

  1. สอนให้เด็กได้เรียนรู้จักคิด คิดเป็น คิดหลายๆ แง่ และสามารถคิดแก้ปัญหาได้สำเร็จ

  2. กระตุ้นให้เด็กกล้าแสดงความรู้สึกนึกคิดออกมาในวิธีทางที่สร้างสรรค์

  3. ส่งเสริมให้เด็กรู้จักจินตนาการและความสามารถของตนเอง อันจะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์

  4. เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

  5. ส่งเสริมให้เด็กได้รู้จักการถาม และสนใจต่อคำถามของเด็ก

  6. นำวิธีการสอนที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง

  7. สนับสนุนให้เด็กแสดงออกทางความคิดในเชิงสร้างสรรค์

  8. สร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างอิสระ

  9. จัดภาพห้องเรียนให้ดูแปลกใหม่อยู่เสมอ

  10. ไม่ควรกำหนดรูปแบบความคิดและบุคลิกภาพของเด็กมากเกินไป
จากการวิจัยพบว่าช่วงแรกของชีวิตจนถึง 5 ขวบเป็นช่วงที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เยาวพา เดชะคุปต์ (2527 : 180-182) ได้เสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ว่าจะต้องประกอบด้วย การส่งเสริมอิสรภาพในการทำงาน การหัดให้เด็กได้รู้จักชื่นชม และมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งต่างๆ ที่ควรได้รับการพัฒนา การจัดกิจกรรมให้เด็กได้กระทำตามที่เด็กพึงพอใจ การพักผ่อนเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ความคับข้องใจและความก้าวร้าวลง การสร้างวินัยในการทำงานที่ดี การให้โอกาสเด็กได้มีการสำรวจ ตรวจสอบ ค้นคว้า และทดลองเพื่อค้นพบคำตอบด้วยตนเอง ส่วนผู้สอนก็ต้องคำนึงถึงบทบาทในการสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดแก่ตัวเด็ก โดยที่ผู้สอนต้องมีทัศนคติที่ดี สามารถเลือกและใช้วัสดุอุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสม และคำนึงถึงความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคน การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ต้องให้เด็กฝึกคิดแปลงไปจากคนอื่น ฝึกหัดให้เป็นคนช่างสังเกต ฝึกตนเองให้คุ้นเคยกับสิ่งที่แปลกอยู่เป็นประจำ ให้อิสรภาพและเวลาในการคิด คิดเชิงสมมติอยู่เสมอ กระตุ้นให้เกิดความคิดอย่างคลุมเครือ ไม่ยึดติดกับความถูกต้องและความผิดพลาด และต้องมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิต (พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา. 2542 : 161) ความคิดสร้างสรรค์เป็นวิธีการคิดและการทำงานของสมองอย่างเป็นขั้นตอน เป็นทักษะที่จำเป็นต้องสร้างให้เกิดขึ้นในตัวเด็กด้วยการฝึกหัดทักษะต่างๆ และต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกฝน

ย้อนกลับ

จำนวนคนอ่าน 14333 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved