ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หมายเหตุ

หมายเหตุ
   

การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้แผนภาพเป็นสื่อ (ตอนที่ 2)
 


ใช้วิธีทดลองแบบ One - Group Pretest - Posttest Design (กาญจนา วัฒายุ , 2545) ซึ่งเป็นรูปแบบการทดลองที่มีการทดสอบก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม โดยใช้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวกัน โดยมีรูปแบบดังนี้




  1. แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์เกี่ยวกับการบวก ลบ คูณ หาร ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วยข้อสอบแบบเติมคำ จำนวน 20 ข้อ และแบบทดสอบแสดงวิธีทำจำนวน 5 ข้อ ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการหาคุณภาพของแบบทดสอบดังนี้

    • หาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับลักษณะพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมายที่ต้องการวัด (IOC : Index of item objective congruence) โดยอาศัยดุลยพินิจของผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คนได้ค่าความสอดคล้องเท่ากับ 0.96


    • หาค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงของแบบสอบวัดทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์คำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงของแบบสอบวัดทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีสอบซ้ำ (Test – retest) คำนวณด้วยสูตรการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ Pearson Product Moment Correlation (ดำรง ทิพย์โยธา , 2547) ได้ค่าเท่ากับ 0.768

  2. แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 20 ชุด แต่ละชุดมี 3 กิจกรรม


ขั้นตอนการพัฒนาแบบฝึกเพื่อให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน

ขั้นที่ 1 การทดลองสุ่มเล็ก (Small Group Testing)

ผู้วิจัยนำแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ ไปทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547 โรงเรียนบ้านตราด จำนวน 6 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจงเพื่อศึกษาถึงความเหมาะสมของเนื้อหา และการจัดกิจกรรม ความชัดเจนและความน่าสนใจตลอดเวลาที่ใช้ในการฝึกและจากการทดลองในขั้นที่ 1 ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาแก้ไขแบบฝึกให้เหมาะสม

ขั้นที่ 2 ดำเนินการทดสอบเพื่อหาประสิทธิภาพขอบแบบฝึกทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ผู้วิจัยนำแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผ่านการทดสอบภาคสนามและแก้ไขปรับปรุงดีแล้วไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 ของโรงเรียนบ้านสวาย - สนวน จำนวน 21 คน โดยดำเนินการทดลองตามขั้นตอนดังนี้

  1. อธิบายให้นักเรียนเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ รวมทั้งแนะนำในการทำแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์

  2. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ก่อนการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์

  3. ให้นักเรียนทำกิจกรรมตามแผนการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์จนครบทุกกิจกรรม

  4. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์หลังการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ด้วยแบบทดสอบชุดเดียวกับที่ใช้สอบก่อนการทดลอง

  5. นำคะแนนที่ได้จาการฝึกและคะแนนแบบทดสอบวัดทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์มาหาประสิทธิภาพว่ามีประสิทธิภาพตรงตามที่ตั้งสมมุติฐานไว้หรือไม่


  1. ผู้วิจัยนำแบบสอบวัดทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นและผ่านเกณฑ์
    การวิเคราะห์หาคุณภาพขอบแบบสอบไปให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทดสอบก่อนการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์

  2. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นโดยผู้วิจัยเป็นผู้สอน ใช้เวลาสอนทั้งหมด 20 ชั่วโมง และให้นักเรียนทำแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยการกำหนดเวลาให้ทำแบบฝึก 20 นาที เมื่อผู้วิจัยบอกว่าหมดเวลาให้นักเรียนทุกคนหยุดทำแบบฝึก และไม่อนุญาตให้เติมหรือแก้ไขคำตอบได้อีก หลังจากนั้นให้นักเรียนแลกเปลี่ยนกับเพื่อนเพื่อตรวจคำตอบพร้อมกันโดยผู้วิจัยใช้คำถามนำซักถามนักเรียนทั้งห้องเพื่อหาคำตอบในแต่ละข้อ พร้อมทั้งเฉลยคำตอบจนแนะแนววิธีคิดและเทคนิคการคิดหาคำตอบให้นักเรียนแต่ละคนคืนแบบฝึกให้เพื่อนเพื่อให้แต่ละคนตรวจสอบดูว่าตนเองทำผิดขั้นตอนใดบ้างจากนั้นผู้วิจัยจึงเก็บรวบรวมแบบฝึกมาตรวจดูคำตอบที่ถูกต้องและให้คะแนนตามเกณฑ์การให้คะแนน

  3. หลังจากนักเรียนทำแบบฝึกครบทั้ง 20 ชุดแล้ว ผู้วิจัยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบสอบวัดทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง


  1. วิเคราะห์ข้อมูลส่วนตัวของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างโดยแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ

  2. วิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์ของการกระจาย

  3. คำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงของแบบสอบวัดทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้วิธีสอบซ้ำ (Test - retest) คำนวณด้วยสูตรการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ Pearson Product Moment Correlation ได้เท่ากับ 0.768

  4. นำคะแนนที่ได้จากการทดสอบด้วยแบบทดสอบวัดทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์มาทดสอบหาค่าความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยโดยการทดสอบค่าที (t - test) แบบ t - dependent

  5. นำคะแนนที่ได้จากการทำแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ทั้ง 20 ชุด และแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านออกเสียงหลังการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์มาหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกโดยใช้สูตร E1 : E2


  1. ผลการเปรียบเทียบทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์หาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยก่อนการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์เท่ากับ 23.190 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 10.003 และสัมประสิทธิ์ของการกระจายเท่ากับ 43.264 คะแนนเฉลี่ยหลังการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ เท่ากับ 47.476 ค่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 10.196 และสัมประสิทธิ์ของการกระจายเท่ากับ 21.476 แสดงว่าคะแนนทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์มีการกระจายมากกว่าคะแนนหลังการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ เมื่อใช้สถิติทดสอบที (t - test) ทดสอบความแตกต่างของคะแนนทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์สูงกว่าคะแนนเฉลี่ย ก่อนการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ ทำให้นักเรียนมีทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของสุมาลี วงศ์ยะรา (2536) ที่ได้เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์เกี่ยวกับการบวก ลบ คูณ หาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ภาพกับไม่ใช้ภาพพบว่า นักเรียนที่เรียนแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้ภาพ มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนแก้โจทย์คณิตศาสตร์โดยไม่ใช่ภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และสถาบันพัฒนาหลักสูตรของสิงคโปร์ (1996 อ้างอึงใน สุมาลี วงศ์ยะรา , 2536) ได้ศึกษาพบว่า การเขียนภาพเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้นักเรียนสามารถแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ได้ ภาพสามารถช่วยนักเรียนในการวินิจฉัยตามความคิดรวบยอดของปัญหาคณิตศาสตร์ช่วยนักเรียนในการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน ช่วยในการเปรียบเทียบ และสามารถเร้าความสนใจของนักเรียนที่จะแก้ปัญหาที่ท้าทาย


  2. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ในการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์เท่ากับ 74.17 : 79.13 แสดงว่าแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพไม่ตรงตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 : 80 ทั้งนี้เนื่องจากผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสวายสนวน และผู้วิจัยไม่ได้แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อน ตามระดับความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ใช้แผนภาพเป็นสื่อในการวิเคราะห์โจทย์ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพไม่ตรงตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของลัดดา ภู่เกียรติ (2542 : บทคัดย่อ) ได้สร้างแบบฝึกวิชาคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียนในกลุ่มเก่งถึงกลุ่มปานกลาง มีคะแนนพัฒนาด้านความสามารถในการคิดวิเคราะห์จากคะแนนทดสอบความสามารถก่อนการทดลองและคะแนนความสามารถหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญ และมีความพึงพอใจในการทำแบบฝึกมากกว่านักเรียนกลุ่มที่อ่อน และเมื่อนำแบบฝึกไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มที่เรียนอ่อนพบว่าไม่มีพัฒนาการด้านความสามารถในการวิเคราะห์ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะทักษะการคิดวิเคราะห์เป็นทักษะการคิดระดับสูง ดังนั้นการใช้แบบฝึกหัดเพียงอย่างเดียวจึงเหมาะกับนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไป แต่สำหรับนักเรียนกลุ่มอ่อนควรมีการอธิบาย และให้ตัวอย่างเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์เพิ่มเติมก่อนที่จะนำแบบฝึกไปใช้
คลิกสิ
ย้อนกลับ

จำนวนคนอ่าน 4095 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved