ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
หลักภาษาไทย
แบบทดสอบภาษาไทย
ร้อยแก้ว
ร้อยกรอง
วรรณคดีไทย
บทอาขยาน
คำสับสน
สำนวน / สุภาษิต
คำราชาศัพท์์์
คำย่อ
ภาษาไทยใกล้ตัว
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกภาษาไทย | หลักภาษาไทย

หลักภาษาไทย
   

คำสมาส
 
คำสมาส คือ คำที่เกิดจากการนำคำในภาษาบาลีและสันสกฤตมารวมเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้เกิดคำใหม่ ที่มีความหมายใหม่ โดยยังมีเค้าของความหมายเดิมอยู่

การสมาสคำ คือ เป็นวิธีการสร้างคำในภาษาบาลีและสันสกฤตเช่นเดียวกับคำประสมของไทย โดยนำคำตั้งแต่ 2 คำมารวมกันเป็นคำเดียว ซึ่งมีลักษณะคล้ายคำประสม แต่มีข้อแตกต่างกัน คือ คำสมาสนั่นคำหลักมักจะอยู่ข้างหลัง คำขยายมักอยู่ข้างหน้า ถ้าเป็นคำประสมก็จะกลับกันคือ คำหลักอยู่ข้างหน้า คำขยายอยู่ข้างหลัง เช่น

เมืองหลวง คำหลัก คือ เมือง อยู่ข้างหน้า (เป็นคำประสม)
ราชธานี คำหลัก คือ ธานี อยู่ข้างหลัง (เป็นคำสมาส)

หลักสังเกตคำสมาสในภาษาไทย

  1. เกิดจากคำมูลตั้งแต่สองคำขึ้นไป


  2. เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น จะต้องเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต มาสมาสกัน เช่น กาฬพักตร์ ภูมิศาสตร์ ราชธรรม บุตรทาน อักษรศาสตร์ อรรถคดี ฯลฯ จะนำคำไทยหรือคำภาษาอื่นมาสมาสกับคำบาลี หรือสันสกฤตไม่ได้ ถือว่าไม่ใช่คำสมาส เช่น

    ราชวัง (บาลี + ไทย)
    ทุนทรัพย์ (ไทย + สันสกฤต)
    สรรพสิ่ง (สันสกฤต + ไทย)
    กระยาสารท (เขมร + บาลี)
    บายศรี (เขมร + สันสกฤต)

  3. พยางค์สุดท้ายของคำหน้า หากมีสระ อะ หรือมีตัวการันต์อยู่ ให้ยุบตัวนั้นออก (ยกเว้นคำบางคำ เช่น กิจจะลักษณะ เป็นต้น) เช่น

    ชีวะ + วิทยา = ชีววิทยา
    ธุระ + กิจ = ธุรกิจ
    ทันต์ + กรรม = ทันตกรรม
    สัตว์ + แพทย์ = สัตวแพทย์

  4. แปลความจากหลังมาหน้า เช่น

    ราชบุตร แปลว่า บุตรของพระราชา
    เทวบัญชา แปลว่า คำสั่งของเทวดา
    ราชการ แปลว่า งานของพระเจ้าแผ่นดิน

  5. ส่วนมากออกเสียงพยางค์ท้ายของคำหน้า แม้จะไม่มีรูปสระกำกับอยู่ โดยจะใช้เสียง อะ อิ และ อุ (เช่น สมณพราหมณ์ ไม่ใช่ สมณะพราหมณ์ / กาลเทศะ ไม่ใช่ กาละเทศะ) แต่บางคำก็ไม่ออกเสียง (เช่น สมัยนิยม สมุทรปราการ)


  6. คำว่า "วร" เมื่อสมาสกับคำอื่นแล้ว จะนำมาใช้เป็นคำราชาศัพท์ในภาษาไทย และจะแผลงเป็น "พระ" ก็ถือว่าเป็นคำสมาส เช่น

    วรพักตร์ เป็น พระพักตร์
    วรเนตร เป็น พระเนตร

    แต่ พระเก้าอี้ พระอู่ พระนอง ซึ่งมีคำพระอยู่ข้างหน้า แต่เก้าอี้ อู่ ขนอง ไม่ใช่คำบาลีและสันสกฤต คำราชาศัพท์เหล่านี้จึงไม่ใช่คำสมาส

    สังเกตคำประเภทนี้โดยมากเป็นคำราชาศัพท์ เช่น พระบาท พระมัสสุ พระขรรค์ พระธิดา พระมารดา พระบิดา พระเศียร พระกรรณ พระหัตถ์ พระอนุชา พระเชษฐา


  7. การอ่านออกเสียงระหว่างคำ เมื่อจะอ่านคำสมาส จะต้องอ่านให้มีเสียงสระเชื่อมติดกันระหว่างคำหน้ากับคำหลัง ถ้าระหว่างคำไม่มีรูปสระ ให้อ่านเหมือนมีสระอะประสมอยู่ เช่น

    ประวัติศาสตร์ อ่านว่า ประ – หวัด – ติ – สาด
    นิจศีล อ่านว่า นิจ – จะ – สีน
    ไทยธรรม อ่านว่า ไทย – ยะ – ทำ
    อุทกศาสตร์ อ่านว่า อุ – ทก – กะ – สาด
    อรรถรส อ่านว่า อัด – ถะ – รด
    จุลสาร อ่านว่า จุน – ละ – สาน

  8. คำที่มีคำเหล่านี้อยู่ด้วย มักจะเป็นคำสมาส คือ การ กร กรรม คดี ธรรม บดี ภัย ภัณฑ์ ภาพ ลักษณ์ วิทยา ศาสตร์ ศึกษา ศิลป์
จำนวนคนอ่าน 29211 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved