ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
หลักภาษาไทย
แบบทดสอบภาษาไทย
ร้อยแก้ว
ร้อยกรอง
วรรณคดีไทย
บทอาขยาน
คำสับสน
สำนวน / สุภาษิต
คำราชาศัพท์์์
คำย่อ
ภาษาไทยใกล้ตัว
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกภาษาไทย | หลักภาษาไทย

หลักภาษาไทย
   

คำสนธิ
 
คำสนธิ เกิดจากการเชื่อมคำในภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น โดยการเชื่อมคำเข้าระหว่างพยางค์หลังของคำหน้ากับพยางค์หน้าของคำหลัง เป็นการย่ออักขระให้น้อยลงเวลาอ่านจะเกิดเสียงกลมกลืนเป็นคำเดียวกัน

การสนธิ คือ วิธีการหนึ่งของการสมาสคำ เป็นการเชื่อมเสียงให้กลมกลืนกันตามหลักไวยกรณ์บาลีสันสกฤต เป็นการเชื่อม อักษรให้ต่อเนื่องกันเพื่อตัดอักษรให้น้อยลง ทำให้คำพูดสละสลวย เพื่อสร้างจำนวนคำในภาษาไทยให้เพิ่มขึ้น และนำไปใช้ประโยชน์ในการแต่งคำประพันธ์

คำสนธิ มี 3 ลักษณะ คือ สระสนธิ, พยัญชนะสนธิ และนฤคหิตสนธิ ซึ่งแต่ละลักษณะมีหลักการสนธิ ดังนี้

1. สระสนธิ เป็นการนำคำที่ลงท้ายด้วยสระไปสนธิกับคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ ซึ่งเมื่อสนธิแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปสระ เพื่อให้เสียงสระ 2 เสียง ได้กลมกลืนเป็นเสียงสระเดียวกัน สระที่เป็นคำท้ายของคำหน้าจะได้แก่ สระ อะ อา อิ อี อุ อู เป็นส่วนใหญ่ เช่น

1.1 สระอะ อา ถ้าสนธิกับสระอะ อา ด้วยกัน จะรวมเป็นสระอา เช่น กาญจน + อาภรณ์ เป็น กาญจนาภรณ์

ถ้าสระ อา สนธิกับสระอะ อา ของพยางค์ที่มีตัวสะกด จะรวมเป็นสระอะที่มีตัวสะกด เช่น มหา + อรรณพ เป็น มหรรณพ

ถ้าสระอะ อา สนธิกับ อิ อี จะรวมกันเป็นสระอิ อี หรือ เอ เป็น เช่น นร + อินทร์ เป็น นรินทร์ หรือ นเรนทร์

ถ้าสระอะ อา สนธิกับ อุ อู จะรวมเป็นสระอุ อู หรือ โอ เช่น มัคค + อุเทศก์ เป็น มัคคุเทศก์

ถ้าสระอะ อา สนธิกับสระเอ ไอ โอ เอา จะรวมเป็น เอ ไอ โอ เอา เช่น ชน + เอก เป็น ชเนก

1.2 สระอิ อี สนธิกับสระอิ จะรวมกันเป็นสระอิ เช่น ภูมิ + อินทร์ เป็น ภูมินทร์

แต่ถ้าสระอิ อี สนธิกับสระอื่น เช่น อะ อา อุ โอ มีวิธีการเป็น 2 อย่าง คือ

ก) แปลงรูป อิ อี เป็น ย ก่อน แล้วจึงนำไปสนธิตามแบบ อะ อา แต่ถ้านั้นมีตัวสะกด ตัวตาม ต้องตัดตัวตามออกเสียก่อน แล้วจึงสนธิ เช่น

มติ + อธิบาย เป็น มัตย + อธิบาย เป็น มัตยาธิบาย
สามัคคี + อาจารย์ เป็น สามัคย + อาจารย์ เป็น สามัคยาจารย์

ข) ตัค อิ อี ออก แล้วสนธิแบบ อะ อา เช่น หัตถี + อาจารย์ เป็น หัตถาจารย์

1.3 สระอุ อู ถ้าสระอุ อู สนธิกัน รวมเป็นรูปสระ อุ อู เช่น ครุ, คุรุ + อุปถัมภ์ เป็น คุรุปถัมภ์ คุรูปถัมภ์

แต่ถ้าสระอะ อู นี้ สนธิกับสระอื่น จะต้องเปลี่ยนรูป อุ อู เป็น ว แล้วสนธิ ตามแบบ อะ อา เช่น จักขุ + อาพาธ เป็น จักขว + อาพาธ เป็น จักขวาวพาธ

2. พยัญชนะสนธิ ในภาษาบาลี คือ การนำคำที่ลงท้ายด้วยสระไปสนธิกับคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ หรือพยัญชนะ ส่วนในภาษาสันสกฤต คือ การนำคำที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะไปสนธิกับคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ หรือ พยัญชนะ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ยุ่งยาก จะขอไม่นำมากล่าวในที่นี้ เรารับคำสมาสที่มีสนธิของเขามาใช้ เช่น

มน + ภาว (บ.) มาส + ภาว (ส) = มโนภาว ไทยใช้ มโนภาพ
เตช + ชย (บ.) เตชส + ภาว (ส) = เตโชชย ไทยใช้ เตโชชัย


3. นิคหิตสนธิ (หรือ นฤคหิตสนธิ) เป็นการนำคำที่ลงท้ายนิคหิตไปสนธิกับคำที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ หรือสระก็ได้ มีหลักดังนี้

3.1 ถ้าคำที่ลงท้ายด้วยนิคหิตไปสนธิกับคำที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะวรรคให้แปลงรูปนิคหิตเป็นพยัญชนะท้ายวรรคก่อน แล้วจึงนำไปสนธิกัน

พยัญชนะท้ายวรรคของพยัญชนะวรรคทั้ง 5 วรรค ได้แก่ ง ญ ณ น ม

ถ้านิคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค ก (กะ) ได้แก่ ก ข ค ฆ ให้เป็นเปลี่ยน เป็น ง ดังนี้

สํ + กร เป็น สังกร
สํ + คม เป็น สังคม
สํ + ขาร เป็น สังขาร

ถ้านิคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค จ (จะ) ได้แก่ จ ฉ ช ฌ ให้เปลี่ยน เป็น ญ ดังนี้

สํ + จร เป็น สัญจร
สํ + ชาติ เป็น สัญญา
สํ + ญา เป็น สัญชาติ


ถ้านิคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค ฏ (ฏะ) ให้แก่ ฏ ฐ ฑ ฒ ให้เปลี่ยนเป็น ณ ดังนี้

สํ + ฐาน เป็น สัณฐาน
สํ + ฐิติ เป็น เป็น สัณฐิติ (ความตั้งมั่น)

ถ้านิคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค ต (ตะ) ได้แก่ ต ถ ท ธ ให้เปลี่ยนเป็น น ดังนี้

สํ + ดาน เป็น สันดาน
สํ + ธาน เป็น สันธาน
สํ + นิบาต เป็น สันนิบาต
สํ + ถาร เป็น สันถาร (การปูลาด)
สํ + นิวาส เป็น สันนิวาส

ถ้านิคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค ป (ปะ) ได้แก่ ป ผ พ ภ ให้เปลี่ยน เป็น ม ดังนี้

สํ + ปูรณ เป็น สัมปูรณ ไทยใช้ สมบูรณ์
สํ + ผสส เป็น สัมผัส
สํ + พนธ เป็น สัมพันธ์ (การเกื้อหนุน การเลี้ยงดู)

3.2 ถ้าคำที่ลงท้ายด้วยนิคหิตไปสนธิกับพยัญชนะเศษวรรค (พยัญชนะอวรรค) ให้เปลี่ยนเป็น ง ก่อน แล้วจึงสนธิกันพยัญชนะเศษวรรค
หรือพยัญชนะอวรรค ได้แก่ ย ร ล ว ศ ษ ส ห ฬ เช่น

สํ + โยค เป็น สังโยค
สํ + วาส เป็น สังวาส
สํ + หร เป็น สังหรณ์

3.3 ถ้าคำที่ลงท้ายด้วยนิคหิตไปสนธิกับคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ จะต้องเปลี่ยนเป็น ม ก่อน แล้วสนธิกัน เพื่อให้เสียงของคำเชื่อมกันสนิท

สํ + อาทาน เป็น สมาทาน
สํ + อาส เป็น สมิทธิ
สํ + อี เป็น สมัย (แผลงอี เป็น ย ก่อน)

*หมายเหตุ เป็นคำสนธิจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงเสียงเท่านั้นมีอยู่ในการสมาสและการลงอุปสรรค ไม่ใช่การสร้างคำ
จำนวนคนอ่าน 58908 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved