ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
หลักภาษาไทย
แบบทดสอบภาษาไทย
ร้อยแก้ว
ร้อยกรอง
วรรณคดีไทย
บทอาขยาน
คำสับสน
สำนวน / สุภาษิต
คำราชาศัพท์์์
คำย่อ
ภาษาไทยใกล้ตัว
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 
หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกภาษาไทย | แบบฝึกหัด

แบบฝึกหัด
   

แบบทดสอบ คำและหน้าที่ของคำในภาษาไทย (คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา) (ม.2)
 
ระดับชั้น : มัธยมต้น

 

1. "ถ้วย..... นั้นราคาย่อมเยาน่าใช้" ข้อใดเหมาะสมนำมาเติมในช่องว่าง
 ใบ  
 อัน  
 ถ้วย  
 พวก  

2. "เด็กๆ เห็นม้า..... หนึ่งกำลังวิ่งขวักไขว่อยู่ในป่า" ข้อใดเหมาะสมนำมาเติมในช่องว่าง
 ตัว  
 ฝูง  
 กลุ่ม  
 โขลง  

3. "โรงเรียน นี้ เราไม่เคยได้ยินชื่อ" คำที่เป็นตัวเอนเป็นคำนามที่ทำหน้าที่อะไร
 เป็นภาคแสดง  
 เป็นภาคประธาน  
 เป็นกรรมของประโยค  
 ประธานของประโยค  

4. วิธีทดสอบว่าคำใดทำหน้าที่เป็นกรรมรองทำได้อย่างไร
 ตัดคำนามออก  
 แยกประโยคออกทีละประโยค  
 แทรกคำบุพบทเข้าไปในประโยค  
 ประธานของประโยค  

5. ข้อใดใช้ลักษณนามผิด
 ขลุ่ย - เลา  
 สวิง - ปาก  
 งาช้าง - งา  
 สักวา - บท  

6. ข้อใดเป็นอาการนาม
 การงาน  
 การเมือง  
 การกิน  
 การพาณิชย์  

7. ข้อใดเป็นสรรพนามบุรุษที่ 2
 ทูลกระหม่อม  
 พระองค์ท่าน  
 เกล้ากระหม่อม  
 ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท  

8. "ใคร มายืนข้างรั้ว" คำที่เป็นตัวเอนเป็นคำสรรพนามชนิดใดและทำหน้าที่อะไรในประโยค
 สรรพนามใช้ถาม - ขยาย  
 สรรพนามใช้ถาม - ประธาน  
 สรพพนามไม่เจาะจง - ประธาน  
 สรรพนามให้ความคิดเห็น - ประธาน  

9. ประโยชน์ของการใช้บุรุษสรรพนาม
 แสดงถึงวัฒนธรรมประจำชาติ  
 แสดงความสนิทสนมระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง  
 แสดงถึงเพศ วัย ฐานะ ของผู้พูดและผู้ฟัง  
 ถูกทุกข้อ  

10. "นักกีฬาของโรงเรียนวัดสุทธิฯ ชนะใจคนดู" คำที่เป็นตัวเอนเป็นคำนามชนิดใด
 คำนามสามัญ  
 คำชื่อเฉพาะ  
 คำนามรวมหมู่  
 คำนามธรรม  

11. คำในภาษาไทยแบ่งออกเป็นกี่ชนิด
 5 ชนิด  
 6 ชนิด  
 7 ชนิด  
 8 ชนิด  

12. คำนาม คืออะไร
 คำที่ทำหน้าที่แทนบุคคล  
 คำที่แสดงความหมายของการกระทำ  
 คำที่แสดงความหมายถึงบุคคล สัตว์ และสิ่งของ  
 คำที่แสดงความหมายเฉพาะสิ่งมีชีวิตเท่านั้น  

13. ข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของคำนาม
 เป็นกรรม  
 เป็นประธาน  
 ขยายคำกริยา  
 เป็นคำเรียกขาน  

14. คำกริยา คืออะไร
 คำที่ทำหน้าที่แทนนาม  
 คำที่แสดงความหมายของบุคคล สัตว์ และสิ่งของ  
 คำที่แสดงความว่ากระทำ มีอาการ อยู่ในสภาพ  
 กริยาที่มีความหมายไม่เต็ม ต้องอาศัยคำที่ตามมาข้างหลัง  

15. คำสรรพนามแบ่งเป็นกี่ชนิด
 4 ชนิด  
 5 ชนิด  
 6 ชนิด  
 7 ชนิด  

16. ข้อใดมีนามเรียกขาน
 ฉันคืนนาฬิกาดำแล้ว  
 เขาชอบดื่มมากกว่าสิ่งอื่น  
 เขาชอบดื่มน้ำมากๆ เวลากลางคืน  
 นักเรียนฟังครูอธิบายให้เข้าใจก่อน  

17. ข้อใดเป็นนิยมสรรพนาม
 ท่านจะไปไหนดี  
 นี่หนังสือของฉัน  
 ฉันไม่เห็นใครเลย  
 เธอทราบอะไรมาบ้าง  

18. ข้อใดที่ไม่ใช่หน้าที่ของสรรพนาม
 เป็นประธาน  
 เป็นกรรม  
 เป็นส่วนเติมเต็ม  
 บอกลักษณะ ชนิด พวก สัณฐาน  

19. คำกริยาจำแนกชนิดย่อยเป็นกี่ชนิด
 1 ชนิด  
 2 ชนิด  
 3 ชนิด  
 4 ชนิด  

20. ข้อใดเป็นกริยาที่มีกรรมมารับ
 ฉันได้พบกับเขา  
 คนยามเฝ้าประตู  
 สมัยเขียนจดหมาย  
 ครูแจกขนมให้กับศิษย์  

21. ข้อใดไม่จัดอยู่อยู่ในชนิดของสรรพนาม
 นิยมสรรพนาม  
 วิสามานยนาม  
 ปฤจฉาสรรพนาม  
 ประพันธสรรพนาม  

22. คำว่า "ฉัน" ทำหน้าที่อะไร
 สรรพพนามบุรุษที่ 1  
 สรรพนามบุรุษที่ 2  
 สรรพนามบุรุษที่ 3  
 ทั้งข้อ 1 และ 2  

23. คำลักษณนามแบ่งออกเป็นกี่ชนิด
 2 ชนิด  
 3 ชนิด  
 4 ชนิด  
 5 ชนิด  

24. ข้อใดเป็นสรรพนามบุรุษที่ 2
 พระคุณเจ้า  
 พระองค์เจ้า  
 ทูลกระหม่อม  
 ข้าพระพุทธเจ้า  

25. ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของสรรพนาม คืออะไร
 แทนนาม  
 แทนกริยา  
 แทยบุพบท  
 แทนคำทุกชนิด  

26. ข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของคำกริยา
 บอกเวลา  
 เหมือนคำนาม  
 ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  
 เป็นส่วนสำคัญในภาคแสดงของประโยค  

27. ข้อใดไม่จัดอยู่ในชนิดของคำ
 คำนาม  
 คำกริยา  
 คำประสม  
 คำวิเศษณ์  

28.
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 4 (พ.ศ.2394 - 2411)

[img][imgalign]middle[/imgalign]2691898[imgname][/imgname][imgz][/imgz][/img][des][/des]




พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2347 พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อ วันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2394

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาวิชาการด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่การปกครองได้แก่ ตำราพิชัยสงคราม การฝึกอาวุธ วิชาคหกรรม โหราศาสตร์ และ ทรงโปรดวิชาภาษาต่างประเทศ เป็นพิเศษ เนื่องจากทรงเห็นว่าจะมีความจำเป็นในอนาคต

พระองค์ทรงสนพระทัยในพระพุทธศาสนา เมื่อมีพระชนมายุครบ 14 พรรษา ทรงออกผนวชเป็นสามเณร โดยมีการสมโภชที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แล้วแห่ไปผนวช ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (มี) เป็นพระอุปัชฌาย์และสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) เป็นพระอาจารย์ หลังจากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุ ทรงผนวชจนออกพรรษา แล้วจึงทรงลาผนวช รวมระยะเวลา 7 เดือน

ต่อมา เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 21 พรรษา (ปี พ.ศ.2367) พระองค์ทรงผนวช ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระองค์ได้รับพระนามฉายาว่า "วชิรญาโณ" หรือ "วชิรญาณภิกขุ" แล้วเสด็จไปประทับที่วัดมหาธาตุ 3 วัน หลังจากนั้น จึงเสด็จไปจำพรรษาที่วัดราชาธิวาส และ ในระหว่างที่ทรงผนวช นั้น พระองค์ได้เสด็จออกธุดงค์ไปยังหัวเมืองต่างๆ ทำให้ทรงคุ้นเคยกับสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างแท้จริง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2394 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระราชวงศ์และเสนาบดีมีมติเห็นชอบให้ถวายราชสมบัติแก่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎ จึงได้ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ไปเฝ้าเจ้าฟ้ามงกุฎ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และพระองค์ทรงตรัสว่า ถ้าจะถวายพระราชสมบัติแก่พระองค์จะต้องอัญเชิญ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ขึ้นครองราชย์ด้วย เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นว่า เป็นผู้ที่มีพระชะตาแรงในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระองค์ได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฏฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ก็ได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มีฐานะเสมอเท่ากับพระเจ้าแผ่นดิน สมัยนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า มีพระมหากษัตริย์คู่แผ่นดินถึง 2 พระองค์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระอัครมเหสีพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี มีพระราชโอรส คือ สมเด็จเจ้าฟ้าชายโสมนัส สิ้นพระชนม์ในวันประสูติ และมีพระมเหสีอีกองค์หนึ่งทรงพระนามว่า สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี (พระนางเธอพระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์) ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดา รวม 4 พระองค์ คือ

  1. สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ภายหลังได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี


  2. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจันทรมณฑล โสภณภควดี ต่อมาได้ทรงกรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ สิ้นพระชนม์ตั้งแต่พระชนมายุ ๘ พรรษา


  3. สมเด็จเจ้าฟ้าชายจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ เป็นต้นราชสกุลจักรพันธุ์


  4. สมเด็จเจ้าฟ้าชายภาณุรังสีสว่างวงศ์ ต่อมาได้ทรงกรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช



พระราชกรณียกิจ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงริเริ่มให้มีพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา พระราชวงศ์ เสนาบดี ทหาร และพลเรือนทั้งหลายต่างดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาทั่วทุกคน พระองค์มิได้มีพระราชประสงค์ให้ข้าราชบริพาร ซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระองค์ฝ่ายเดียว แต่ทรงพระราชดำริว่า จะต้องทรงให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนของพระองค์ด้วย พระองค์จึงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่เสวยน้ำพระพิพัฒน์สัตยา


ด้านการปกครอง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดตั้งตำรวจนครบาล ขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า หัวแดงแข้งดำ พร้อมกับทรงจัดตั้ง ศาลยุติธรรม และโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขกฎหมายให้ทันสมัยและเป็นสากลมากขึ้น โดยได้ทรงประกาศพระราชบัญญัติและกฎหมายต่างๆ มากมายถึง 500 ฉบับ


ด้านประเพณีและวัฒนธรรม

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าใจในความต้องการของประชาชนว่า ต้องการที่จะเข้าเฝ้าเพื่อชมพระบารมีอย่างใกล้ชิดและเปิดเผย พระองค์ทรงโปรดฯ ให้ยกเลิกพิธีการห้ามประชาชนเข้าเฝ้าหรือจ้องมองพระเจ้าแผ่นดิน และยกเลิกบังคับให้ประชาชนปิดประตูหน้าต่างสองข้างทางที่เสด็จพระราชดำเนินผ่าน และโปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนเข้าเฝ้าได้อย่างทั่วถึง พร้อมกับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชน ถวายฎีการ้องทุกข์กับพระองค์ได้อีกด้วย


ด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจ้างแหม่มแอนนา เลียวโนเว็นส์ ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในประเทศสิงคโปร์ เข้ามาสอนภาษาอังกฤษให้แก่พระราชโอรสในพระบรมมหาราชวัง ด้วยตระหนักว่าต่างชาติเริ่มเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยมากขึ้น จำเป็นที่ต้องเข้าใจภาษาต่างประเทศในการติดต่อสื่อสาร


ด้านการทำนุบำรุงประเทศ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ด้วยในช่วงเวลานั้นมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนขึ้นอีกหลายสาย เช่น ถนนเจริญกรุง ถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร เพื่อการคมนาคมภายในประเทศจะได้สะดวกยิ่งขึ้น


ด้านวรรณคดี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงงานพระราชนิพนธ์ส่วนใหญ่เป็นประเภทร้อยแก้ว โดยมีบทพระราชนิพนธ์ที่สำคัญได้แก่

  1. ชุมนุมพระบรมราโชบาย 4 หมวด คือ หมวดวรรณคดี โบราณคดี ธรรมคดีและตำรา


  2. ตำนานเรื่อง พระแก้วมรกต, เรื่องปฐมวงศ์


  3. ทรงริเริ่มให้มีการค้นคว้าศิลาจารึกในประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก คือจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงและจารึกหลักที่ 4 ของพระยาลิไท

ด้านการทำนุบำรุงพระศาสนา

ในปี พ.ศ.2372 ช่วงเวลาที่พระองค์ทรงผนวชอยู่ พระองค์ทรงจัดตั้งนิกายใหม่ เรียกว่า ธรรมยุติกนิกาย ด้วยพระองค์ทรงผนวชเป็นเวลานาน ทำให้ทรงแตกฉานเชี่ยวชาญในภาษามคธ บาลี และสันสกฤต พระองค์จึงสามารถสอบสวนข้อความต่างๆ ในพระคัมภีร์พระไตรปิฎกทุกฉบับได้โดยละเอียด ตลอดจนสามารถเรียนรู้และกำหนดจดจำตามพระอรรถกถาด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงเห็นว่า พระคัมภีร์มีคลาดเคลื่อนจากพุทธบัญญัติเป็นอันมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิด ได้ร่วมกันจัดตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้น ซึ่งได้ทรงอนุเคราะห์สั่งสอนกุลบุตรและผู้มีศรัทธาในข้อวินัยวัตรและสุตตันตปิฎกต่างๆ อย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย จนกุลบุตรเหล่านั้นเกิดความศรัทธา ขอบรรพชาและอุปสมบทประพฤติตามธรรมยุติกนิกาย นับเป็นมหามหัศจรรย์แห่งพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทำนุบำรุงพระเจดีย์ เมื่อครั้งเสด็จพระธุดงค์ไปยังเมืองนครชัยศรี (จ.นครปฐม) ทรงพระราชวินิจฉัยว่า สถูปโบราณแห่งนี้มีลักษณะแตกต่างจากเจดีย์องค์ก่อนๆ ในราชอาณาจักร ด้วยทั้งใหญ่โตและเก่าแก่มาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์เจดีย์แห่งนี้ โดยสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ครอบองค์เดิมไว้ (เพราะพระเจดีย์เก่าทรุดโทรมและต้องการอนุรักษ์แบบของเจดีย์องค์เดิมไว้) โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อพ.ศ.2369 พระราชทานนามว่า พระปฐมเจดีย์ โดยทำการบูรณะเสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงกำหนดให้มีการทำบุญวันวิสาขบูชา ขึ้นในวันเพ็ญเดือน 6 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างภูเขาทอง และให้สร้างพระเจดีย์บรรจุเขี้ยวแก้วและพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้บนยอด แล้วพระราชทานนามว่า พระบรมบรรพต การสร้างพระบรมบรรพต ได้เสร็จสมบูรณ์ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

ในปี พ.ศ.2395 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้าง พระที่นั่งภูวดลทัศไนย เพื่อใช้เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐานของไทย พระที่นั่งแห่งนี้ เป็นอาคารทรงยุโรป สูง 5 ชั้น ด้านบนติดนาฬิกาใหญ่ทั้ง 4 ด้าน ตั้งอยู่บนเส้นแวงที่ 100 องศา 29 ลิปดาตะวันออก ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งทางวิทยาศาสตร์ชุดแรกของไทย มีพระราชกำหนดเรื่องนาฬิกาบังคับไว้เป็นแน่แก่กรมพระโหรหน้าหลัง ในพระบรมมหาราชวัง ในพระบวรราชวัง และชาวพนักงานรักษานาฬิกาตีทุ่มยามในที่ทุกแห่ง

ในปี พ.ศ.2396 โปรดเกล้าฯ ให้จัดทำพระราชพิธีบรรจุ ดวงพระชะตาพระนครลงในหลักเมือง ที่โปรดให้ทำขึ้นใหม่แทนหลักเมืองเก่า

ในปีพ.ศ.2398 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้ เปลี่ยนชื่อประเทศจากกรุงศรีอยุธยาเป็น "สยาม" เนื่องจากกรุงศรีเป็นชื่อของราชธานีเดิม เมื่อเปลี่ยนที่ตั้งราชธานี ก็แล้วควรเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่ เพื่อเป็นการแสดงให้รู้ว่ามีการย้ายเมืองหลวงมาตั้งในสถานที่แห่งใหม่แล้ว ในเวลานั้นมีต่างประเทศเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีหลายประเทศ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงประกาศชื่อประเทศใหม่ว่า "สยาม"


ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

ในต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ประเทศมหาอำนาจนิยมลัทธิการล่าอาณานิคม โดยอาศัยวิธีการทูตเข้ามาขอเจรจาทำสัญญา ซึ่งประเทศมหาอำนาจเหล่านั้น จะได้รับผลประโยชน์อย่างมากมาย และถ้าหากประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าไม่ยอมทำตามสัญญา ประเทศมหาอำนาจเหล่านั้น ก็จะใช้กำลังบังคับให้ยอมปฏิบัติตาม ซึ่งประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นได้กระทำสำเร็จมาแล้วหลายประเทศ ทั้งในเอเชียและแอฟริกาใต้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประเมินสถานการณ์และกำลังของประเทศแล้ว จึงทรงยอมผ่อนปรนติดต่อกับประเทศตะวันตก และทรงใช้นโยบายทางการทูตยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนน้อย เพื่อรักษาเอกราชของประเทศ โดยทรงทำสนธิสัญญากับประเทศตะวันตก โดยทำสนธิสัญญากับประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรก โดยสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย พระบรมราชินีนาถแห่งอังกฤษ ได้ส่งราชทูตชื่อ เซอร์ จอห์น เบาว์ริง นำพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการเข้ามาขอเจริญพระราชไมตรี ในปี พ.ศ.2398 ซึ่งสนธิสัญญาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระนามกับประเทศอังกฤษในครั้งนั้น คือ หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศอังกฤษและประเทศสยาม (Treaty of Friendship and Commerce between the British Empire and the Kingdom of Siam) หรือที่เรียกกันว่า สนธิสัญญาเบาว์ริง (Bowring Treaty) มีสาระสำคัญในการเปิดการค้าเสรีกับต่างประเทศในสยาม มีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ไทยยังทำสนธิสัญญาในทำนองเดียวกันนี้กับสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส โปรตุเกส เยอรมนี อิตาลี และประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย เช่น เนเธอร์แลนด์ สวีเดน เบลเยียม และ นอร์เวย์ เพื่อรักษาความเป็นเอกราชของชาติไทย


การออกราชกิจจานุเบกษา

ในปี พ.ศ.2400 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ในการที่จะประกาศข่าวสารที่เป็นประโยชน์ให้กับราษฎรได้รับรู้ข่าวสารต่างๆ จากหน่วยราชการ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษา ขึ้นและจัดสร้างโรงพิมพ์อักษรขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เนื้อความในหนังสือราชกิจจานุเบกษานั้น ส่วนหนึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และส่วนหนึ่งเป็นข่าวสารต่างๆ ของทางราชการ หนังสือราชกิจจานุเบกษาพิมพ์อยู่ได้เพียง 1 ปีเศษ ต้องหยุดไป เนื่องจากพระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจมากขึ้น เวลาในการทรงงานพระราชนิพนธ์จึงน้อยลงไปมาก

ในปี พ.ศ.2400 โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเป็นบำเหน็จความดีความชอบ

ในปี พ.ศ.2403 โปรดให้สร้างโรงกษาปณ์ขึ้นที่หน้าพระคลังมหาสมบัติในพระบรมมหาราชวัง เพื่อผลิตเหรียญเงินราคาต่างๆ เพื่อใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยน แทนเงินพดด้วง ทรงพระราชทานนามว่า "โรงกษาปณ์สิทธิการ" นับเป็นโรงกษาปณ์แห่งแรกในเมืองไทย

ในปี พ.ศ.2403 พระองค์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังขึ้นที่เขามหาสมณะ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นเขามหาสวรรค์) และพระราชทานพระนามพระราชวังแห่งนี้ว่า พระนครคีรี หรือ เขาวัง จังหวัดเพชรบุรี นอกจากนั้น ยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง หอชัชวาลย์เวียงชัย โดยสร้างเป็นรูปวงกลมคล้ายกระโจมไฟ มีบันไดเวียนภายในขึ้นบนหลังคารูปโดมมุงด้วยกระจกโค้ง กลางคืนจุดไฟสามารถมองเห็นไปได้ไกลถึงชายทะเล นักเดินเรือได้อาศัยแสงโคมนี้เป็นประภาคารนำเรือเข้าอ่าวบ้านแหลมในเวลากลางคืน และหอชัชวาลเวียงชัยยังมีลักษณะคล้ายหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ซึ่งราษฎรนิยมเรียกขาน หอชัชวาลเวียงชัย แห่งนี้ว่า กระโจมแก้ว


[img][imgalign]middle[/imgalign]2692446[imgname][/imgname][imgz][/imgz][/img][des]พระนครคีรี[/des]


ในปี พ.ศ.2404 โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนและขุดคลองให้เป็นทางสัญจร สำหรับชาวไทยและชาวต่างประเทศ เช่น การสร้างถนนเจริญกรุงเป็นสายแรก ถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร และ ถนนสีลม และทรงโปรดฯให้ขุดคลองได้แก่ คลองผดุงกรุงเกษม คลองหัวลำโพง คลองมหาสวัสดิ์ และคลองดำเนินสะดวก


ด้านดาราศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีความเชี่ยวชาญในวิชาโหราศาสตร์และดาราศาสตร์อย่างมาก พระองค์ทรงสามารถคำนวณวันเวลาที่จะเกิดสุริยุปราคาล่วงหน้าถึง 2 ปี ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยทรงพยากรณ์การเกิดสุริยุปราคาในวันวันอังคาร เดือน 9 ขึ้น 1 ค่ำปีมะโรง จุลศักราช 1230 ซึ่งตรงกับวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 โดยเส้นศูนย์ของอุปราคาจะผ่านมาใกล้ที่สุด ณ บ้านหว้ากอ แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ์ ในพระราชอาณาจักรสยาม ทางฝั่งทะเลตะวันออกของแหลมมลายู ตรงเส้นวิตถันดร (แลตติจูต) 11 องศา 38 ลิปดาทิศเหนือ และเส้นทีรฆันดร (ลองติจูด) 29 องศา 39 ลิปดาทิศตะวันออก โดยคราสเริ่มจับเวลา 10 นาฬิกา 4 นาที จับเต็มดวง เวลา 11 นาฬิกา 36 นาที 20 วินาที กินเวลานาน 6 นาที 45 วินาที คลายคราสออกเวลา 13 นาฬิกา 37 นาที 45 วินาที โดยไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานการคำนวณจากประเทศตะวันตกมาก่อนหน้า ในเวลานั้น พระองค์ได้เสด็จไปพักแรม ณ บริเวณดังกล่าว เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคา โดยมีเจ้าเมืองสิงคโปร์ นาย เวอร์แฮรี่ ออด และคณะดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ร่วมโดยเสด็จเพื่อสังเกตการณ์ด้วย พระองค์จึงทรงเป็นนักดาราศาสตร์ไทยคนแรก ที่สามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคา ปวงชนชาวไทยจึงได้ถวายพระราชสมัญญาให้พระองค์เป็น พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย และให้วันที่พระองค์ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคา (18 สิงหาคม 2411) เป็น วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ อีกทั้งในช่วงรัชสมัยของพระองค์ ยังได้มีดาวหางจำนวน 3 ดวง ปรากฏขึ้นให้เห็นได้ในประเทศไทย ได้แก่ ดาวหางฟลูเกอร์กูส์ ดาวหางโดนาติ และ ดาวหางเทบบุท

ดาวหางฟลูเกอร์กูส์ (FLAUGERGUES) ค้นพบเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2353 โดยชาวฝรั่งเศสชื่อ ฟลูเกอร์กูส์ ดาวหางดวงนี้มีคาบวงโคจร 3094 ปี เมื่อดาวหางดวงนี้มาปรากฏ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัวทรงจำได้ว่าเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์นั้น ทรงได้ทอดพระเนตรเห็นดวงหางดวงนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว และได้ทรงศึกษาเรื่องราวของดาวหางดวงนี้จากหนังสือของนักดาราศาสตร์ชาวต่างประเทศ จึงได้มีพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับดาวหางว่า "ดาวหางเป็นของโคจรไปมานานหลายปี แล้วก็กลับมาให้เห็นในประเทศข้างนี้อีก กล่าวคือดาวหางกลับมาเป็นรอบๆ นั้นเอง"

ดาวหางโดนาติ (DONATI) เป็นดาวหางดวงใหญ่ ค้นพบครั้งแรกเมื่อ วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2401 มีคาบโคจร 1950 ปี ค้นพบโดยชาวอิตาลี ชื่อ โดนาติ และมาปรากฏให้ชาวไทยได้เห็นในปีเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงว่าประชาชนจะพากันตกใจจึงทรงออก "ประกาศดาวหางขึ้นอย่าวิตก" โดยอธิบายว่าดาวหางเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเท่านั้น

ดาวหางเทบบุท (TEBBUTT) ค้นพบโดยชาวออสเตรเลีย ชื่อ เทบบุท เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2404 มีคาบโคจร 409.4 ปี ดาวหางเทบบุท เป็นดาวหางดวงใหญ่ หางยาวและสว่างกว่าดาวหางโดนาติ และมาปรากฏให้ชาวไทยได้เห็นในปีเดียวกัน ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นกลัวจนกล่าวขานกันว่า อาจเกิดเหตุการณ์ อาเพศอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ "ประกาศดาวหางปีระกาตรีศก" ออกประกาศล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นกลัว พร้อมด้วยทรงแนะนำอุบายเพื่อป้องกันเหตุร้ายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น หากเกรงว่าปีนั้นจะเกิดความแห้งแล้ง ก็รีบปลูกข้าวเสียตั้งแต่ต้นฤดูฝน หรือหากตื่นกลัวไข้ทรพิษระบาด ก็ให้ประชาชนรีบไปรับการปลูกฝี และรักษาความสะอาดของบ้านเมืองที่อยู่อาศัยเพื่อป้องกันเชื้อโรค


พระสยามเทวาธิราช

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่าประเทศไทยมีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่ก็ให้มีเหตุให้รอดพ้นภยันตรายมาได้เสมอ คงจะมีเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์คอยอภิบาลรักษา สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นเพื่อสักการบูชา พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ ปั้นหล่อเทวรูปสมมติขึ้น ถวายพระนามว่า พระสยามเทวาธิราช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งทรงธรรมในหมู่พระที่นั่งพุทธมณเฑียร ในพระอภิเนาว์นิเวศน์ ต่อมา ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า พระอภิเนาว์นิเวศน์พระพุทธมณเฑียร และพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งเป็นโครงสร้างเสาไม้หุ้มปูนที่ได้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก ยากที่จะบูรณะให้คงสภาพเดิมไว้ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อลงทั้งหมด และ อัญเชิญพระสยามเทวาธิราช ไปประดิษฐานไว้ ณ พระวิมานทองสามมุขเหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ตราบจนถึงทุกวันนี้




เสด็จสวรรคต

วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2411 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับจากการทอดพระเนตรสุริยุปราคา ที่บ้านหว้ากอ จ. ประจวบคีรีขันธ์ ได้ 5 วัน พระองค์ก็ทรงประชวรด้วยโรคไข้ป่า ซึ่งได้มีบันทึกเหตุการณ์ในวันก่อนสวรรคตที่ชาวไทยควรรับรู้ คือ พระองค์ทรงตรัสว่า "วันนี้พระจันทร์เต็มดวงเป็นวันเพ็ญ อายุของฉันจะดับในวันนี้แล้ว ท่านทั้งหลายกับฉันได้ช่วยทำนุบำรุงประคับประคองกันมา บัดนี้กาลมาถึงฉันแล้ว ฉันจะขอลาท่านทั้งหลาย ด้วยฉันออกอุทานวาจาไว้เมื่อบวชอยู่นั้นว่า วันใดเป็นวันเกิด อยากจะตายในวันนั้น วันฉันเกิดเป็นวันเพ็ญ เดือน 11 วันมหาปวารณา เมื่อป่วยไข้จะตายให้สิทธิ์ ณ วิทาริก อันเตวาสิก ยกลงไป จะขอตายในท่ามกลางสงฆ์ เมื่อเวลาที่พระสงฆ์กระทำวินัยกรรมมหาปวารณา ก็บัดนี้เห็นจะไม่ได้พร้อมตามความที่ปรารถนาไว้ เพราะเป็นคฤหัสถ์เสียแล้ว ฉันจะขอลาท่านทั้งหลายไปจากภพนี้ในวันนี้แล้ว ฉันขอฝากลูกของฉันด้วย อย่าให้มีภัยอันตรายเป็นที่กีดขวางในการแผ่นดิน ถ้าจะมีความผิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นข้อใหญ่ ขอแต่ชีวิตไว้ให้เป็นแต่โทษเนรเทศ ขอให้ท่านเป็นที่พึ่งแก่ลูกของฉันต่อไปด้วยเถิด ฉันจะขอพูดด้วยการแผ่นดิน ยังหาได้สมาทานศีล 5 ประการไม่ ฉันเป็นคนป่วยไข้ จะขอสมาทานศีล 5 ประการเสียก่อน แล้วจึงจะพูดด้วยการแผ่นดิน" จึงทรงตั้งนโม 3 จบ ทรงสมาทานศีล 5 และตรัสภาษาอังกฤษ การตรัสภาษาอังกฤษเพื่อแสดงให้เห็นว่าพระสติยังดีอยู่ไม่ฟั่นเฟือน

พระองค์ทรงรับสั่งครั้งสุดท้ายกับพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ ว่า

"จะตายเดี๋ยวนี้แล้ว แล้วพลิกพระองค์หันพระพักตร์สู่เบื้องตะวันตก ก็รับสั่งบอกอีกว่า จะตายเดี๋ยวนี้แล้ว แล้วก็ทรงภาวนาว่า อรหังสัมมา สัมพุทโธ ทรงอัดนิ่งไปแล้วผ่อนอัสสาสะ ปัสสาสะ เป็นคราวๆ ยาวแล้วผ่อนสั้นเข้าทีละน้อยๆ ทรงพระสุรเสียงมีสำเนียงดัง โธ โธ ทุกครั้ง สั้นเข้า โธ ก็เบาลงทุกที ตลอดไปจนยามหนึ่งก็ดังครอกเบาๆ พอระฆังยามหอภูวดลทัศไนย์ย่ำก่างๆ นกตุ๊ดก็ร้องขึ้นตุ๊ดหนึ่ง"

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคต ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2411 รวมมีพระชนมายุ 64 พรรษา ทรงครองราชย์สมบัติเป็นเวลา 17 ปี 5 เดือน 29 วัน

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทย ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ และการรักษาความเป็นเอกราชของชาติในยุคล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ตลอดจนทรงทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง และเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2532 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ และในวันที่ 3 พฤษภาคม 2533 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานนามสถานที่แห่งนี้ว่า "อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์" โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งขึ้นเป็นสถานศึกษาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2536 ปัจจุบันสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" นอกจากนั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์ ยังได้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นไว้ ณ บริเวณด้านหน้ากระทรวงเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอีกด้วย

 สรรพนาม  
 สรรพนามใช้ชี้ระยะ  
 สรรพนามใช้ชี้ซ้ำหรือแบ่ง  
 สรรพนามที่บอกความไม่เจาะจง  

29. คำวิสามานยนาม คืออะไร
 นามที่เป็นชื่อกลุ่มหรือคณะ  
 นามที่บอกความหมายถึงสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง  
 นามที่ใช้เรียกทั่วไปไม่เฉพาะเจาะจง  
 นามที่ใช้เรียกชื่อเฉพาะของบุคลหรือสถานที่  

30. ข้อใดเป็นกริยาช่วย
 เขาเหมือนแม่  
 ฉันเดินหมากรุก  
 ครูแจกขนมให้แก่เด็ก  
 เขาต้องมาถึงวันนี้แน่ๆ  
 
           
 
 
 
 
จำนวนคนอ่าน 82313 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved