ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
หลักภาษาไทย
แบบทดสอบภาษาไทย
ร้อยแก้ว
ร้อยกรอง
วรรณคดีไทย
บทอาขยาน
คำสับสน
สำนวน / สุภาษิต
คำราชาศัพท์์์
คำย่อ
ภาษาไทยใกล้ตัว
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกภาษาไทย | ภาษาไทยใกล้ตัว

ภาษาไทยใกล้ตัว
   

สามเณร นักบวช อุบาสกอุบาสิกา อุบาสกธรรม สัปปุรุษ ชี ชีพราหมณ์
 






คือ ผู้ที่ดำรงเพศอย่างภิกษุ แต่สมาทานศีลเพียง 10 ข้อ โดยปกติสามเณรจะเป็นเด็กชาย มีอายุยังไม่ครบ 20 ปี แต่ในบางถิ่นผู้ที่มีอายุเกิน 20 ปี แล้วยังบวชเป็นสามเณรก็มี คนทั่วไปจึงเรียกว่า "สามเณรโค่ง" การบวชเณรนั้นเริ่มมีตั้งแต่เมื่อพระพุทธเจ้าโปรดให้รับพระราหุล พระราชโอรสเข้าอยู่ในวัด แต่เนื่องจากพระชนมายุยังไม่ครบ 20 พรรษา ยังบวชเป็นพระภิกษุไม่ได้ จึงไม่ทรงบวชให้ ให้พระสารีบุตรบวชให้แทน แล้วให้เรียกว่า "สามเณร" คำว่า "สามเณร" แปลตามรูปศัพท์ว่า "ผู้ทรมานตน"







เป็นคำที่ใช้เรียกผู้ที่ประพฤติตนตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นพิเศษสำหรับผู้สืบทอดศาสนาหนึ่งๆ เพื่อให้มีความแตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป คำว่า "นักบวช" ประกอบด้วยคำว่า "นัก" กับ "บวช" นักเป็นคำมาจากภาษาเขมร "อฺนก" แปลว่า "คน" คำว่า "บวช" มาจากภาษาเขมรว่า "บัวส" ซึ่งมาจากคำในภาษาบาลี "ปวชฺชติ" แปลว่า "ทิ้งไป" หมายถึงการละทิ้งบ้านเรือน ทรัพย์สมบัติเพื่อไปปฏิบัติธรรม ในภาษาไทย คำว่า นักบวช ใช้หมายถึงผู้ที่ประพฤติกายใจตามกฎเกณฑ์ทางศาสนา ซึ่งมักจะแตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป แต่ใช้เฉพาะคนในศาสนาอื่น ไม่รวมภิกษุ ภิกษุณี และสามเณรในพระพุทธศาสนา ในทางกฎหมายถือว่า ภิกษุ สามเณร และนักบวชไม่มีสิทธิร่วมกิจกรรมทางการเมือง ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ไม่ต้องเสียภาษี และไม่ต้องมีบัตรประชาชน






ประกอบด้วยคำว่า "อุบาสก" แปลว่า ชายที่อยู่ใกล้พระรัตนตรัย หมายถึง คนผู้ชายที่แสดงตนเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา โดยประกาศขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ถ้าเป็นหญิง ก็เรียกว่า "อุบาสิกา" อุบาสกคนแรกในพระพุทธศาสนา คือ เศรษฐีคนหนึ่งแห่งเมืองพาราณสี เศรษฐีคนนี้เป็นบิดาพระยสะ สาวกองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้า ส่วนอุบาสิกาคู่แรก คือ มารดาและภรรยาของพระยสะ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สัจธรรมแล้ว ได้ทรงสั่งสอนหลักธรรมนั้นแก่นักบวชด้วยกันก่อน เมื่อนักบวชนั้นเลื่อมใสสมัครเข้าเป็นศิษย์ก็ทรงรับและบวชนักบวชเหล่านั้นเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ส่วนบิดามารดาและภรรยาของพระยสะเมื่อได้ฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็บังเกิดความเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก อุบาสิกา ปฏิญาณตนขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง







ธรรมที่อุบาสก อุบาสิกาที่ดีพึงรักษาให้มั่น เรียกว่า อุบาสกธรรม มี 5 ประการ คือ

  1. มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา หมายถึง มีความเชื่อมั่นในพระพุทธคุณ ตระหนักถึงความจริงของธรรมะ และอุปการะพระสงฆ์เพื่อให้สืบทอดพระศาสนาต่อไป

  2. รักษาศีลเพื่อควบคุมกิริยา วาจา และสติมิให้เผลอกระทำบาป หรือกระทำชั่ว

  3. ไม่งมงายหลงเชื่อโชคลางของขลัง แต่เชื่อว่าผลของกรรมที่ดีย่อมมาจากการกระทำที่ดี ผลของกรรมที่ชั่วย่อมมาจากการกระทำที่ชั่ว

  4. ไม่ขวนขวายทำบุญกับบุคคลอื่นนอกเหนือจากที่พุทธศาสนากำหนด

  5. ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ ด้วยการศึกษาพระธรรมอย่างลึกซึ้ง ส่งเสริมการศึกษาพุทธศาสนาของพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และทะนุบำรุงศาสนสถาน
นอกจากนี้อุบาสก อุบาสิกา ยังมีหน้าที่เป็นหูเป็นตาคอยสอดส่องดูแลความประพฤติของพระสงฆ์ เพื่อเป็นการค้ำจุนพระศาสนาให้ดำรงอยู่และเจริญก้าวหน้าต่อไปด้วย







มาจากคำภาษาบาลีว่า "สปฺปุริส" ภาษาสันสกฤต ใช้ว่า "สตฺปุรุษ" เป็นคำที่เกิดจากคำว่า "สต" กับ "บุรุษ" ภาษาไทยปรับเสียงมาเป็นคำใหม่ที่มีเสียงเหมาะกับภาษาไทยว่า สัปปุรุษ (สับ-ปุ-หฺรุต) แปลว่า "คนดี" คุณสมบัติของคนดีในทางพระพุทธศาสนานั้น ท่านกล่าวว่า คนดีตั้งมั่นในศีล 5 และชักชวนให้ผู้อื่นตั้งมั่นในศีล 5 ด้วย คนที่เป็นสัปปุรุษย่อมประพฤติตนเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น คือ ทำตนให้เป็นประโยชน์แก่บิดามารดา แก่บุตรภรรยา แก่กรรมกรและลูกจ้าง แก่มิตรสหาย แก่ผู้ล่วงลับไปก่อน แก่พระราชา แก่เทวดา และแก่สมณพราหมณ์ ในสังคมปัจจุบันนี้ ถ้าทุกคนประพฤติตนอย่างสัปปุรุษ คือ รักษาศีล 5 และทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเสมอ ทั้งผู้ที่อยู่ใกล้ชิดรอบกายและผู้ที่อยู่ห่างออกไป ย่อมจะทำให้สังคมเป็นสังคมของคนดี สังคมของสัปปุรุษ และทุกคนก็จะอยู่อย่างมีความสุข







คำว่า "ชี" เป็นคำภาษาสันสกฤต แปลว่า "ท่านผู้เจริญ" เดิม "ชี" เป็นคำที่ใช้เรียกนักบวชหญิงในพระพุทธศาสนา ปัจจุบันใช้เรียกอุบาสิกาที่นุ่งขาวห่มขาว โกนคิ้ว โกนผม ถือศีลเคร่งครัดในพระพุทธศาสนา และใช้เรียกนักบวชหญิงในศาสนาคริสต์บางนิกายด้วย การที่เรียกอุบาสิกาว่า "ชี" สันนิษฐานว่า เมื่อหมดภิกษุณีแล้ว หญิงที่มีศรัทธา ปรารถนาจะบวชสืบต่อพระศาสนาบ้างก็หมดโอกาส ผู้หญิงจึงโกนคิ้ว โกนผม นุ่งขาวห่มขาว สมาทานศีล 8 แล้วอนุโลมเรียกว่า "บวช" การบวชชีไม่มีพระอุปัชฌาย์เหมือนบวชพระภิกษุหรือบวชเณร และไม่มีพิธีอันเป็นหลักทางวินัย มีแต่ธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันมา คือ ผู้ที่ต้องการบวชโกนผมโกนคิ้วแล้วนำเครื่องสักการะไปขอให้พระภิกษุผู้ที่จะถือเอาเป็นอาจารย์บวชให้ พระอาจารย์พร้อมด้วยพระภิกษุอีก 4 รูป ให้ผู้ที่จะบวชบูชาพระรัตนตรัย ขอรับไตรสรณาคมณ์ สมาทานศีล 8 และกล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าว่าจะถือเพศเป็นนักบวช แล้วจึงครองผ้าขาว







เป็นคำที่ใช้เรียก อุบาสิกาที่นุ่งขาวห่มขาว ตั้งใจรักษาศีลปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด เช่นเดียวกับชี แต่ไม่ได้โกนผมโกนคิ้วอย่างชี ชีพราหมณ์จึงไม่ใช่ชี และไม่ใช่พราหมณ์ ชีพราหมณ์เป็นวิธีการที่จะช่วยให้อุบาสิกาที่ปรารถนาจะฝึกปฏิบัติสมาธิ ฟังธรรม และพักอยู่ที่วัดเพื่อให้มีความสงบและรู้สึกว่าได้ละทิ้งบ้านเรือน ทรัพย์สมบัติมาจริงๆ แต่อุบาสิกาเหล่านั้นไม่ต้องการโกนผม โกนคิ้ว จึงหาคำเรียกเลี่ยงไปว่าเป็นชีพราหมณ์ให้แตกต่างจากชีโดยทั่วไป อุบาสิกาเหล่านี้ แม้จะไม่ได้โกนผม โกนคิ้ว ก็ตั้งใจรักษาศีล ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง บางท่านจึงเรียกว่า ศีลจาริณี แปลว่า หญิงผู้รักษาศีล
ที่มาข้อมูล : http://www.sakulthai.com
จำนวนคนอ่าน 2281 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved