ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
คำถามประวัติศาสตร์
เกร็ดประวัติศาสตร์
วันนี้ในอดีต
พจนานุกรม
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกประวัติศาสตร์ | เกร็ดประวัติศาสตร์

เกร็ดประวัติศาสตร์
   

ราชวงศ์หยวน (Yuan Dynasty)
 



ราชวงศ์หยวน (Yuan Dynasty : ค.ศ.1271 - 1368)


ชนเผ่ามองโกล เดิมทีเป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆ หลายๆ ชนเผ่า ทำมาหากินเลี้ยงสัตว์แร่ร่อนอยู่ในทะเลทราย มีผู้นำที่มีความสามารถระดับโลกคือ เจงกีสข่าน (Genghis Khan) รวบรวมเป็นชนชาติมองโกลอันยิ่งใหญ่ กองทัพของชาวมองโกล ได้รุกรานไปทางทิศตะวันตก รุกถึงทวีปยุโรป และประเทศรัสเซีย

กุบไลข่าน (Kublai Khan)
ต่อมากองทัพมองโกลได้ร่วมมือกับราชวงศ์ซ่งใต้ โค่นล้มแคว้นจินในปี ค.ศ.1234 และในปี ค.ศ.1271 กุบไลข่าน (Kublai Khan : ค.ศ.1215 - 1294) ผู้นำของมองโกล ก็สถาปนาราชวงศ์หยวนขึ้น และทำการล้มล้างราชวงศ์ซ่งใต้ในปี ค.ศ.1279

กุบไลข่าน ตั้งกรุงปักกิ่งเป็นเมืองหลวง สมัยนั้นชื่อว่า เมืองต้าตู (Dadu) ได้สร้างพระราชวังขึ้นที่ตำบลทะเลสาปจงไห่ และปริมณฑล โดยย้ายจากพระราชวังของราชวงศ์เหลียว และราชวงศ์จินเดิม ขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีการสร้างกำแพงเมืองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กำแพงประตูเมืองทางด้านทิศใต้ติดกันประตูเทียนอันเหมิน (Tiananmen) ในปัจจุบัน ตำหนักและพระราชวังนั้นสร้างอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของกำแพงเมือง ตั้งอยู่ทางค่อนไปทางทิศตะวันตกของพระราชวังกู้กง ที่ถูกสร้างโดยราชวงศ์หมิง ที่ตำบลทะเลสาปเป่ยไห่ ยังได้สร้างพระราชวังกว่านหานเตี้ยน เป็นที่เสด็จประทัพของฮ่องเต้ในฤดูร้อน

พระองค์ทรงตั้งความหวังจะเป็นกษัตริย์ที่ดี ปกครองอย่างสุขุมรอบคอบ เอาใจใส่ประชาชน จึงสามารถชนะใจชาวจีนได้ และเป็นฮ่องเต้มองโกลพระองค์เดียวที่ชาวจีนยอมรับ (เดิมทีนั้น พวกมองโกลขึ้นชื่อลือชามากในเรื่องความโหดร้าย ทั้งนี้เพราะวิถีชีวิตเดิม ที่อยู่ในทุ่งหญ้า ทะเลทราย แถมยังเร่ร่อนไปเรื่อยๆ) นอกจากนี้ กุบไลข่านยังพยายามขยายดินแดนไปกว้างไกลมาก ถึงกับยกทัพเรือจะไปตีญี่ปุ่น แต่เรือถูกมรสุมเสียก่อนจึงไม่สำเร็จ

กุบไลข่านสนพระทัยทางอักษรศาสตร์และวรรณกรรมมาก จึงส่งเสริมบทประพันธ์ต่างๆ ปรากฏว่า บทงิ้วในสมัยกุบไลข่านดีมาก จนไม่มีบทงิ้วสมัยใดเทียบได้ การติดต่อกับต่างประเทศก็เป็นไปด้วยดี นักเดินทางชาวอิตาเลี่ยนมาร์โคโปโล (Marco Polo) และสมณทูตจากวาติกัน ก็ได้มาเยือนแดนจีนในยุคของกุบไลข่านนี่เอง


ในสมัยราชวงศ์หยวน มาร์โคโปโล ได้เดินทางผ่านข้ามสะพานนี้ จึงได้กลับไปบันทึกถึงความโอ่อ่าวิจิตตระการตา
ของ สะพานลู่เกาเฉียว (Luguo Qiao) นี้ เป็นที่เลื่องลือไปทั่วยุโรปและทั่วโลก ต่อมา ชาวตะวันตก
ที่เดินทางมายังกรุงปักกิ่ง ต่างเรียกสะพานนี้ว่า สะพานมาร์โคโปโล (Marco Polo Bridge)


กุบไลข่านทรงใช้ชาวฮั่นเป็นจำนวนมากเพื่อช่วยปกครองประเทศด้วยระบบต่างๆ ของชาวฮั่น แต่ในขณะเดียวกัน ชนชั้นปกครองของราชวงศ์หยวนก็ได้ดำเนินนโยบายกดขี่ดูถูกชนชาติอื่นที่มิใช่ชาวมองโกล ถึงขนาดมีการแบ่งประชาชนออกเป็นสี่วรรณะด้วยกัน ได้แก่ ชาวมองโกล ชาวเสื้อมู่ (ชาวต่างชาติ) ชาวฮั่น และชนกลุ่มน้อยทางตอนใต้ของจีน บุคคลในวรรณะต่างๆ จะมีสิทธิประโยชน์ในเรื่องของการเมือง ฐานะทางสังคม และทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน เช่น ชาวมอลโกลห้ามชาวฮั่นร่วมงานล่าสัตว์ ห้ามประกอบพิธีทางศาสนา ห้ามมีอาวุธในครอบครอง เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจของประชาชนเป็นอย่างมาก

พอสิ้นยุคกุบไลข่าน ก็ไม่มีฮ่องเต้มองโกลองค์ใดเด่นเหมือนพระองค์ จึงมีการพยายามโค่นล้มราชวงศ์หยวนอยู่ตลอดเวลา ฮ่องเต้องค์ต่อๆ มาของราชวงศ์หยวน ส่วนใหญ่ครองราชย์ไม่นานนัก และได้ขึ้นครองราชย์ด้วยการแย่งชิงอำนาจกัน เนื่องจากมองโกลไม่มีกฎแน่นอนเกี่ยวกับการสืบราชบัลลังก์ จวบจนฮ่องเต้องค์สุดท้าย หยวนซุ่นตี้ (Yuan Shundi : ค.ศ.1333 - 1368) ในยุคนี้ มีความวุ่นวายมาก เกิดภัยพิบัติขึ้นหลายที่ เชื้อพระวงศ์กับขุนนางก็ร่วมกันข่มเหงชาวบ้าน จึงมีกบฏเกิดขึ้นทั่วไป

ในปี ค.ศ.1368 ระหว่างนั้น มีชายผู้หนึ่งชื่อ จูหยวนจาง (Zhu Yuanzhang : ค.ศ.1328 - 1398) ออกเดินทางไปสมทบกับพวกกบฏ และเริ่มนำทัพออกตีก๊กต่างๆ ในแผ่นดิน ในที่สุดก็ตีเมืองปักกิ่งได้สำเร็จ โค่นล้มราชวงศ์หยวนลงได้ จากนั้นก็ตั้งราชวงศ์หมิง โดยใช้เมืองนานกิง (Nanjing) เป็นเมืองหลวง

ครั้นเมื่อราชวงศ์หยวนถึงแก่กาลล่มสลายลงในรัชสมัยของพระเจ้าหยวนซุ่นตี้ พระองค์ทรงต้องอพยพออกจากกรุงปักกิ่ง กลับไปยังดินแดนมองโกลของบรรพบุรุษเดิม ได้มีการเผาพระราชวังที่ได้สร้างไว้ในกรุงปักกิ่งเสียสิ้น ฉะนั้น อารยะธรรมของราชวงศ์หยวนที่ยังหลงเหลือในกรุงปักกิ่ง ก็มีเพียงพระเจดีย์ไป๋ถ่า (Bai Ta) หรือเจดีย์ขาว (White Pagoda) ที่วัดเมี่ยวอิง (Miaoying Temple) ตรงประตูผูเฉิน (Fucheng Gate)

ที่มาข้อมูล : www.myfirstbrain.com
จำนวนคนอ่าน 6635 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved