พระมหาธรรมราชาที่ 1



พญาลิไท ขึ้นครองราชย์ ต่อจากพระยางัวนำถม เป็นกษัตริย์ ลำดับที่ 5 ของราชวงศ์พระร่วง (ระหว่าง พ.ศ.1897 - พ.ศ.1919 ) จากหลักฐานในศิลาจารึกวัดพระมหาธาตุ พ.ศ.1935 (หลักที่ 8 ข.) ค้นพบเมื่อ พ.ศ.2499 ได้กล่าวว่า เมื่อพระยาเลอไทสวรรคตใน พ.ศ.1884 พระยางัวนำถม ได้ขึ้นครองราชย์ ต่อมาพระยาลิไท ยกทัพมาแย่งชิงราชสมบัติได้ และขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ.1890 ทรงพระนามว่า พระศรีสุริยพงศ์รามมหาราชาธิราช ในศิลาจารึกเรียกพระนามเดิมว่า "พระยาลิไท" หรือเรียกย่อว่า พระมหาธรรมราชาที่ 1

พญาลิไท ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ทรงผนวชในพระพุทธศาสนาเมื่อ พ.ศ.1905 ที่วัดป่ามะม่วง ทรงอาราธนาพระสามิสังฆราชจากลังกา เข้ามาเป็นสังฆราชในกรุงสุโขทัย สร้างความเจริญให้แก่พระศาสนายิ่งขึ้น ทรงสร้างและบูรณะวัดมากมายหลายแห่ง รวมทั้งการสร้างพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก เช่น พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา และพระพุทธรูปองค์สำคัญองค์หนึ่งของประเทศคือ พระพุทธชินราช ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลกปัจจุบัน

พญาลิไท ยังทรงปราดเปรื่องมีความรู้ในพระพุทธศาสนา ทรงแตกฉานในพระไตรปิฎก พระองค์ได้ทรงแบ่งพระสงฆ์ออกเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่าย "คามวาสี" และฝ่าย "อรัญวาสี" โดยให้ฝ่ายคามวาสีเน้นหนักการสั่งสอนราษฎรในเมืองและเน้นการศึกษาพระไตรปิฎก ส่วนฝ่ายอรัญวาสี เน้นให้หนักด้านการวิปัสสนาและประจำอยู่ตามป่าหรือชนบท ด้วยทรงเป็นองค์อุปถัมภ์พระศาสนาตลอดพระชนม์ชีพ ราษฎรจึงถวายพระนามว่า "พระมหาธรรมราชา" และในช่วงสมัยของพระองค์ ยังได้ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญหลายประการ เช่น การสร้างถนนพระร่วง ตั้งแต่เมืองศรีสัชนาลัย ผ่านกรุงสุโขทัย ไปถึงเมืองนครชุม (กำแพงเพชร) บูรณะเมืองนครชุม สร้างเมืองสองแคว (พิษณุโลก) เป็นเมืองลูกหลวง ส่วนทางด้านอักษรศาสตร์ พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในการนิพนธ์หนังสือไตรภูมิพระร่วง ที่นับเป็นงานนิพนธ์ที่เก่าแก่ที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย



ที่มาข้อมูล : www.myfirstbrain.com