ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน

   

ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
 
“เอาของเก่ามาหากิน” เป็นคำพูดที่ผู้ใหญ่มักใช้ถากถางผู้ที่นำสิ่งเก่าๆ หรือของเก่ามาทำใหม่ เช่นโรงเรียนนำเอา “ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน” ที่เคยใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ต่อมาซบเซาลง กลับมาใช้อีกครั้ง

ในปีงบประมาณ 2546 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดจุดเน้นประการหนึ่ง คือ ให้โรงเรียนจัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนจะเข้าข่าย “นำเอาของเก่ามาหากิน” ดังกล่าวข้างต้นหรือไม่

สพฐ. ในฐานะที่มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เล้งเห็นว่าภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นต่อเด็กและเยาวชนอย่างมากมาย เช่น การทะเลาะวิวาท การแต่งกาย ชู้สาว ยาเสพติด การแข่งรถจักรยานยนต์ บนท้องถนนอย่างผิดกฎหมาย ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต จึงมีนโยบายสำคัญที่จะต้องร่วมมือกับทุกฝ่ายทั้งในและนอกกระทรวงศึกษาธิการแก้ไขปัญหานี้

วิธีการหนึ่ง คือ นำระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมาดำเนินการอย่างจริงจังอีกครั้ง เนื่องจากการติดตามประเมินผลพบว่า ระบบการดูและช่วยเหลือนักเรียน เป็นระบบที่ช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ รวมทั้งยังช่วยเสริมสร้างคุณภาพที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน ทั้งทางด้าน ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และวิถีชีวิตที่เป็นสุข

ขณะนี้ โรงเรียนจำนวนมากที่สามารถดำเนินงานส่งเสริมพัฒนาการดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้ประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง และมีโรงเรียนจำนวนหนึ่งที่สามารถดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างต่อเนื่องจากปีการศึกษา 2542 และมีการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมศักยภาพตามความสนใจ และความถนัดของนักเรียนอย่างหลากหลาย จนได้รับการยกย่องว่า จัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างมีคุณภาพในระดับเขตพื้นที่บ้าง ระดับเขตตรวจราชการบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีโรงเรียนเพียงจำนวน 13 โรงเท่านั้น

ที่ต่อมาได้โล่รางวัลพร้อมใบประกาศเกียรติคุณประเภทดีเด่น จำนวน 3 โรง และเงินรางวัลโรงละ 100,000 บาท ประเภทยอดเยี่ยม จำนวน 5 โรง และเงินรางวัล โรงละ 50,000 บาท และประเภทยกย่องเชิดชุเกียรติ จำนวน 5 โรง และเงินรางวัลโรงละ 20,000 บาท จาก ฯลฯ นายกรัฐมนตรี ในวันครู คือวันที่ 16 มกราคม 2547 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมคุรุสภากระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร

ณ โอกาสนี้ ขอแจ้งชื่อโรงเรียนดังกล่าวอีกครั้ง ดังนี้
  1. โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา

  2. โรงเรียนยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ

  3. โรงเรียนผดุงปัญญา จังหวัดตาก

  4. โรงเรียนดาราวิทยา จังหวัดเชียงใหม่

  5. โรงเรียนบางแม่หม้ายรัฐราษฎร์รังสฤษฏ์ จังหวัดสุพรรณบุรี

  6. โรงเรียนพรหมคีรีพิทยาคม จังหวัดนครศรีธรรมราช

  7. โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมป์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

  8. โรงเรียนสตรีอัปสรสวรรค์ กทม.

  9. โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จังหวัดขอนแก่น

  10. โรงเรียนดัดดรุณ จังหวัดฉะเชิงเทรา

  11. โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ จังหวัดราชบุรี

  12. โรงเรียนเลิงนกทา จังหวัดยโสธร

  13. โรงเรียนม่วงไข่พิทยาคม จังหวัดแพร่
ตามบัญชีรายชื่อสถานศึกษาดีเด่นในเขตพื้นที่การศึกษาที่ดำเนินงานประสบผลสำเร็จในการดำเนินงาน เรื่อง ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามโครงการสานสายใยครูและศิษย์ ปีการศึกษา 2546 พบว่า ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุ ถึงได้สรุปว่า เป็นเพราะระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนนี้ ได้เริ่มต้นดำเนินการประเดิมในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษาเดิมมาก่อนนั่นเอง

ผลผลิตที่ตามมา จึงสอดคล้องกับตัวบ่งชี้และเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับการประเมิน เช่น การมีความตระหนักในความต้องการความรู้ความเข้าในในงาน การบริหารจัดการะบบ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองและแยกกลุ่มนักเรียน การจัดกิจกรรมที่สนองตอบศักยภาพของนักเรียน การมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่ายทั้งในและนอกโรงเรียน การสร้างเครือข่ายผู้ปกครอง การส่งต่อ การรายงาน ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ในปีการศึกษาต่อไปนี้ สพฐ.กำหนดเป้าหมายขยายผลระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ให้ครอบคลุมโรงเรียนที่จัดการเรียนรู้ระดับประถมศึกษาและโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาด้วย

เพื่อเตรียมการในเรื่องนี้ ขอเรียนให้ทราบว่า ขณะนี้ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) โดยกลุ่มพัฒนาระบบการแนะแนว ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนของ สพฐ. กำลังเร่งรัดจัดเตรียมงานเพื่อให้เกิดการขยายผลระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็นการใหญ่ ได้จัดเตรียมเอกสารและสื่อเพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจให้แก่ครูในสังกัด สพฐ. เช่น เอกสารแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้บริหาร เอกสารแนวทางปฏิบัติสำหรับครู เอกสารคู่มือวิทยากรแกนนำ สื่อวีดีทัศน์เพื่อสร้างความเข้าใจในระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็นต้น เตรียมการฝึกอบรมให้มีวิทยากรแกนนำระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในทุกเขตพื้นที่การศึกษา เตรียมการติดตามประเมินผลเพื่อการยกย่องเชิดชูเกียรติของโรงเรียนที่จัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมาก่อน ดังนี้

วัตถุประสงค์การจัดให้มีระบบการดูแลนักเรียน คือ เพื่อให้โรงเรียนมีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีกระบวนการ วิธีการ และเครื่องมือที่มีคุณภาพ และมีหลักฐานการตรวจสอบได้ เพื่อส่งเสริมให้ครูประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษา บุคลากรในโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงาน และองค์กรภายนอกมีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือพัฒนาเต็มศักยภาพเป็นคนที่สมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

ประโยชน์ที่นักเรียนจะได้รับจากการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีมาหมาย เช่นได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและตรงภาพปัญหา มีสัมพันธภาพที่ดีกับครู เกิดความรู้สึกที่อบอุ่นและไว้วางใจครู รู้จักตนเองและควบคุมตนเองได้ได้รับการพัฒนา ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาความฉลาดด้านอื่นๆ ต่อไป เรียนรู้อย่างมีความสุข และได้รับการส่งเสริมพัฒนาเต็มศักยภาพ ได้รับการเสริมสร้างทักษะการดำรงชีวิตที่ดี ซึ่งได้แก่ ทักษะการรู้จักตนเอง การเรียนรู้ทักษะทางสังคม การจัดการ และสร้างงานอาชีพ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน จัดทำขึ้นตามแนวคิดการบริหารงานเชิงระบบที่มีโครงสร้างสำคัญ 3 องค์ประกอบได้แก่ ปัจจัย (Input) กระบวนการ (Process) และ ผลผลิต (Output) โดยที่แต่ละองค์ประกอบจะมีรายละเอียดและปฏิสัมพันธ์กันสามารถให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อการปรับปรุงพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังแสดงในภาพแผนภูมิ



ในการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผู้บริหารโรงเรียนจำเป้นต้องตระหนักและรับผิดนัดชอบการบริหารจัดการวางระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ร่วมกับครูทุกคนในโรงเรียนรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องและหากจะให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ควรมีแนวทางการจัดดำเนินงานในขั้นตอนต่อไปนี้

  1. ศึกษาสภาพและทิศทางการดำเนินงาน กล่าวคือ ศึกษาและทำความเข้าใจนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหาและศักยภาพของสถานศึกษาในการจัดทำระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และศึกษาและวิเคราะห์บริบทในชุมชน


  2. วางแผน คือ จัดสร้างทีมทำงานและสร้างความตระหนัก/เจตคติที่ดีในการทำงานแก่ทีมงาน กำหนดกลยุทธ์การดำเนินงานจัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กำหนดมาตรฐานการดำเนินงาน จัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จัดทำแผนงาน/ปฏิทินปฏิบัติงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตลอดปีการศึกษา จัดทำสื่อ/นวัตกรรม สนับสนุนการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน


  3. ดำเนินงานตามแผน คือ พัฒนาบุคลากรให้มีเจตคติ ความรู้ความเข้าใจ และความสามารถในการดำเนินงานตามกระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สนับสนุนให้ครูที่ปรึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องดำเนินการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครอบคลุมทั้งการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรอง การส่งเสริม พัฒนา การป้องกัน การแก้ไข และการส่งต่อภายในและภายนอก และช่วยให้สามารถปฏิบัติงานตามระยะเวลาที่กำหนดได้อย่างราบรื่นและมีคุณภาพ


  4. นิเทศ กำกับ ติดตาม เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และประสานความร่วมมือในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของครูประจำชั้น/ครูที่ปรึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง นำเสนอข้อมูล ความรู้และเทคนิควิธีเป็นประโยชน์ต่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ติดตามผลการดำเนินการของครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ


  5. ประเมินเพื่อทบทวน เป็นการจัดประเมินผลการดำเนินงานตามกระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของครูแต่ละระดับชั้นด้วยวิธีการที่หลากหลายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาด้วยบรรยากาศแบบกัลยาณมิตร นำผลการประเมินไปใช้ในการปรับปรุงส่วนที่เป็นจุดอ่อนและพัฒนาในส่วนที่ดี เป็นที่ยอมรับ ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นเพื่อให้มีความเข้มแข็ง มั่นคงตลอด


  6. สรุป รายงาน และประชาสัมพันธ์ คือ จัดทำหลักฐานการสรุป รายงาน ประชาสัมพันธ์ที่ครอบคลุมจุดประสงค์ เป้าหมาย วิธีการดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรคข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนา และการรายงาน รวมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งาน

นักเรียนแต่ละคนมีพื้นฐานความเป็นมาของชีวิตที่ต่างกัน การรู้ข้อมูลพื้นฐานทุกด้านที่จำเป็นของนักเรียนจะช่วยให้ครูประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษาเข้าใจนักเรียนมากขึ้น สามารถช่วยส่งเสริม พัฒนา ป้องกัน ช่วยเหลือ และแก้ไขให้นักเรียนได้อย่างทันเหตุการณ์จากการรู้จักนักเรียนมีวิธีการที่หลากหลายซึ่งครูสามารถเลือกทำได้ เช่น การสังเกต การสนทนาพูดคุย การเยี่ยมบ้าน เป็นต้น

การเยี่ยมบ้านนักเรียน เป็นวิธีที่ดีเยี่ยมที่จะนำไปสู่การรู้จักผู้เรียน เนื่องจากองค์ประกอบหลายด้านของบ้าน ย่อมสะท้อนให้เห็นเบื้องหลังต่างๆ มากมาย นับตั้งแต่ตัวบ้าน วัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้าน หรือ ขนาดของบ้าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นฐานะเศรษฐกิจของผู้ปกครอง สิ่งของเครื่องใช้ไม้สอยตลอดจนเครื่องประดับบ้าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นรสนิยมของผู้อยู่อาศัย ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปวิเคราะห์เชื่อมโยงถึงพื้นฐานของนักเรียนได้เป็นอย่างดี

การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล จะช่วยให้การคัดกรองนักเรียนเป็นไปอย่างถูกต้องซึ่งนับเป็นกระบวนการสำคัญ ที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์และจำแนกนักเรียนเป็นกลุ่มตามเกณฑ์การคัดกรองที่โรงเรียนจัดทำขึ้น ได้แก่ กลุ่มปกติ กลุ่มเสียง และกลุ่มมีปัญหา

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการส่งต่อในกรณีที่พฤติกรรมของนักเรียนต้องอาศัยการช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญ การส่งต่อมี 2 ลักษณ
  • ลักษณะที่ 1 เป็นการส่งต่อภายใน กรณีที่นักเรียนมีปัญหายากเกินที่จะช่วยหรือแก้ไขได้ ครูประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษาจัดบันทึกการส่งต่อให้ครูแนะแนวหรือฝ่ายปกครอง หรือครูที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้การช่วยเหลือ


  • ลักษณะที่ 2 เป็นการส่งต่อภายนอก ในกรณีที่นักเรียนมีพฤติกรรมที่ยากต่อการจะแก้ไขได้ ก็ดำเนินการส่งต่อภายนอก โดยครูแนะแนว ครูฝ่ายปกครอง หรือ ครูผู้เกี่ยวข้องส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกโรงเรียน
ทั้งนี้การส่งต่อทั้ง 2 ลักษณะ ต้องมีการติดตามผลและขอรับรายงานผลการดูแลช่วยเหลือนักเรียนคืนกลับมาด้วย

ในการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนประสบผลสำเร็จได้ ต้องอาศัยการร่วมกันทำงานอย่างเป็นระบบ มุ่งสู่มาตรฐานการศึกษา มีการนิเทศติดตาม ให้ขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน และการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่าย ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ซึ่งได้แก่ผู้บริหารโรงเรียน ครูประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษา ครูแนะแนว ครูประจำวิชาและนักเรียนทุกคน ผู้ปกครอง เครือข่ายผู้ปกครอง ชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา หน่วยงานที่ให้การช่วยเหลือ อาทิ สาธารณสุขจังหวัด และอำเภอ เป็นต้น

แผนภาพแสดงกระบวนการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน




สาระสำคัญที่กล่าวมานี้ คงจะช่วยเสริมเติมแต่งให้ผู้อ่านได้เห็นว่า ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนนั้น มิได้เป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเดิมที่โรงเรียนทุกโรงมีบทบาทอยู่แล้วเพียงแต่มีการปรับกระบวนท่า ปรับกลวิธีกันใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้นักเรียนเป็นคนดี มีปัญญา และมีความสุขตามความมุ่งหวังของผู้จัดการศึกษา....
ที่มาข้อมูล : วารสารวิชาการปีที่ 7 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2547
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จำนวนคนอ่าน 14953 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved