ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
คำถามประวัติศาสตร์
เกร็ดประวัติศาสตร์
วันนี้ในอดีต
พจนานุกรม
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกประวัติศาสตร์ | เกร็ดประวัติศาสตร์

เกร็ดประวัติศาสตร์
   

ราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty)
 


ราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty : ค.ศ.1368 - 1644)


ในปี ค.ศ.1368 จู หยวนจาง (Zhu Yuanzhang) ผู้นำกบฏคนหนึ่งได้ทำสงครามขับไล่ราชวงศ์มองโกลออกไปจากประเทศจีนได้สำเร็จ แล้วตั้งตัวเองเป็น จักรพรรดิหมิงไท่จู่ (Ming Taizu : ค.ศ.1368 - 1398) เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง นับว่าเป็นยุคที่ยิ่งใหญ่ยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์จีน โดยสามารถปกครองแผ่นดินจีนมาได้ยาวนานถึง 276 ปี มีจักรพรรดิทั้งสิ้น 16 พระองค์ มีเสถียรภาพทางสังคม และเป็นการปูรากฐานในสังคม ประเพณี และการปกครอง

จักรพรรดิหมิงไท่จู่
ผู้ก่อตั้งราชวงศ์หมิง

30 ปี แห่งการครองอำนาจที่เมืองนานกิง (Nanjing) จักรพรรดิหมิงไท่จู่ ทรงดำเนินการปฏิรูประบบการเมือง การทหาร และด้านอื่นๆ ของระบบเก่าเป็นแบบครบวงจร ทรงรวมอำนาจด้านการเมือง การทหาร และตุลาการไว้ที่พระองค์ เสริมสร้างระบอบรวมศูนย์อำนาจรัฐเผด็จการแบบศักดินาให้เข้มแข็งขึ้น เพิ่มอำนาจของจักรพรรดิให้มากขึ้น และปราบปรามผู้ที่ต่อต้านพระองค์ ระบบการปกครองแบบรวมอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลางได้พัฒนาถึงขั้นสูงสุด เศรษฐกิจของประเทศได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็วและเจริญกว่าสมัยก่อนๆ ดังนั้น จักรพรรดิจูหยวนจางจึงได้รับการยกย่องให้เป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของประเทศจีน

หลังจากจักรพรรดิหมิงไท่จู่สวรรคตแล้ว จักรพรรดิเจี้ยนเหวิน (Jianwen : ค.ศ.1398 - 1402) ซึ่งเป็นพระราชนัดดาองค์หนึ่งได้ขึ้นครองราชย์ ต่อมาไม่นาน จูตี้ (Zhu Di) ผู้เป็นปิตุลาของจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน ได้ลุกขึ้นต่อสู้และโค่นอำนาจรัฐของจักรพรรดิเจี้ยนเหวินลง จูตี้ได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ (Ming Chengzu : ค.ศ.1402 - 1424) หรือจักรพรรดิหย่งเล่อ (Yongle Emperor) ในปี ค.ศ.1421 จักรพรรดิหย่งเล่อได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองนานกิงไปยังกรุงเป่ยจิง (Beijing) หรือปักกิ่ง

แม้รัฐบาลของราชวงศ์หมิงจะเสริมระบอบรวมศูนย์อำนาจรัฐให้มากขึ้นก็ตาม แต่มีจักรพรรดิหลายองค์ไม่ทรงพระปรีชาหรือไม่ก็ทรงพระเยาว์ ไม่สนพระทัยการบริหารประเทศ อำนาจจึงตกอยู่ในมือของเสนาบดีและขันที พวกเขาทุจริตคดโกงและขู่เข็ญรีดเอาเงิน ทำร้ายขุนนางที่ซื่อสัตย์ กิจการบริหารบ้านเมืองเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ความขัดแย้งในสังคมรุนแรง ช่วงกลางสมัยราชวงศ์หมิงจึงเกิดการลุกขึ้นต่อสู้ของชาวนาหลายครั้งหลายหนแต่ถูกปราบปรามลงได้


ยุคแห่งความรุ่งเรือง


ในสมัยราชวงศ์หมิง การเกษตรพัฒนามากขึ้นกว่ายุคก่อน การทอผ้าไหมและการผลิตเครื่องเคลือบดินเผามีความก้าวหน้ารุ่งเรือง การทำเหมืองเหล็ก การหล่อเครื่องทองเหลือง การผลิตกระดาษ หรือการต่อเรือ ก็มีการพัฒนาอย่างมาก มีการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างประเทศบ่อยครั้ง

ความเกรียงไกรของแผ่นดินจีนที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ อันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ราชวงศ์หมิงปกครองอยู่ ก็อย่างเช่น ขบวนสำเภาหลวงขนาดมโหฬารที่นำขบวนโดย แม่ทัพเจิ้งเหอ (Zheng He : ค.ศ.1371 - 1433) ซึ่งเดินทางออกทะเลล่องไปทั่วโลก 7 ครั้ง ในรอบ 28 ปี ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะสุมาตรา เกาะชวา อินเดีย เปอร์เซีย ทะเลแดง อียิปต์ และแอฟริกา

นอกจากนั้น เชื่อกันว่า "เจิ้งเหอ" เคยเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาและอาจเคยมีส่วนร่วมในการปฏิสังขรณ์พระพนัญเชิง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ในย่านที่พักอาศัยของชาวจีน ทำให้ได้ชื่อว่า พระซำเปากง ดังที่เอกสารโบราณของจีนระบุไว้ว่า วัดพนัญเชิงเป็นที่กราบไหว้ระลึกถึง "เจิ้งเหอ"


อนุสาวรีย์เจิ้งเหอ ที่เมืองนานกิง และแผนที่การเดินทางสำรวจของเจิ้งเหอ ตลอด 28 ปี


ในสมัยราชวงศ์หมิง เศรษฐกิจการค้าก็ได้พัฒนาเริ่มปรากฏเป็นเค้าโครงของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ในช่วงต้นราชวงศ์หมิง จีนมีที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ไม่มีเจ้าของจำนวนมากมาย จักรพรรดิหมิงไท่จู่ได้รวบรวมคนพเนจร ลดและงดภาษีอากรให้พวกเขา ทำให้จำนวนชาวนามีที่นาทำเองเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทางเกษตร เช่น ใบยาสูบ มันเทศ ข้าวโพด และถั่วลิสง เป็นต้น ก็ได้มีการนำเข้ามาในจีน งานหัตถกรรมประเภทต่างๆ เช่น เครื่องเคลือบดินเผา และสิ่งทอ ได้พัฒนาถึงระดับค่อนข้างสูง โดยเฉพาะกิจการทอผ้าไหม มีเจ้าของโรงงานผลิตสิ่งทอที่มีเครื่องปั่นด้ายจำนวนหลายสิบเครื่อง และ "ช่างปั่นทอ" มีฝีมือที่รับจัดตามสั่งโดยเฉพาะขึ้น แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเริ่มต้นขึ้นแล้ว การแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าเป็นไปอย่างคึกคัก ในสถานที่ที่มีผลผลิตอุดมสมบูรณ์และการคมนาคมสะดวกได้ก่อรูปขึ้นเป็นศูนย์การค้าทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เกิดเมืองใหญ่ที่มีความเจริญรุ่งเรือง เช่น ปักกิ่ง นานกิง ซูโจว หังโจว กว่างโจว เป็นต้น

กำแพงเมืองจีน ที่สร้างในยุคสมัยราชวงศ์หมิงนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในสามยุคของการสร้าง - ซ่อมกำแพงเมืองจีนยุคสำคัญ ร่วมกับสมัยราชวงศ์ฉิน และราชวงศ์ฮั่น โดยยุคหมิงนี่เองที่เริ่มเรียกกำแพงเมืองจีนว่า กำแพงหมื่นลี้ และร่องรอยกำแพงเมืองจีนที่ยังหลงเหลือให้เราเห็นอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็เป็นส่วนที่ซ่อมแซมและสร้างเพิ่มเติมในสมัยหมิงทั้งสิ้น


กองกำลังทหารชาวนา


ช่วงปลายราชวงศ์หมิง สภาพการผูกขาดที่ดินรุนแรงมาก พระราชวงศ์และบรรดาเจ้านายที่ได้รับการแต่งตั้งมีที่ดินกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษีอากรของรัฐบาลก็นับวันมากขึ้น ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นต่างๆ ของสังคมก็นับวันรุนแรงขึ้น มีเสนาบดีและขุนนางบางคนพยายามจะคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมให้เบาบางลง และเรียกร้องให้ยับยั้งสิทธิพิเศษของเสนาบดีขันทีและเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย เสนาบดีเหล่านี้เที่ยวบรรยายวิชาการและวิพากษ์วิจารณ์การเมือง แต่แล้วพวกเขาก็ต้องถูกเสนาบดี ขันที และขุนนางที่มีอำนาจโจมตีและทำร้าย ซึ่งยิ่งทำให้สังคมวุ่นวายมากยิ่งขึ้น

การต่อสู้ในชนบทก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ในปี ค.ศ.1627 มณฑลส่านซีเกิดทุพภิกขภัย แต่ข้าราชการยังคงบีบบังคับให้ประชาชนจ่ายภาษี ภาระการเสียภาษีตกไปอยู่ที่ชาวนา จนทำให้เกิดการลุกขึ้นต่อสู้ ประชาชนที่ประสบภัยเป็นพันเป็นหมื่นรวมตัวขึ้นเป็นกองทหารชาวนาหลายกลุ่มหลายสาย และในที่สุด เดือนเมษายน ค.ศ.1644 หลี่จื้อเฉิง (Li Zicheng) ก็ได้นำกองทัพชาวนาเข้ายึดกรุงเป่ยจิง จักรพรรดิฉงเจิน (Chongzhen Emperor : ค.ศ.1627 - 1644) ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิงต้องผูกพระศอปลงพระชนม์ชีพตัวเองที่อุทยานจิ่งซัน (Jingshan Park) ในกรุงเป่ยจิง ราชวงศ์หมิงจึงถึงคราวล่มสลาย

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ด่านซานไห่กวานในปัจจุบัน
ขณะนั้น อู๋ซานกุ้ย (Wu Sangui) ซึ่งเป็นแม่ทัพที่รักษาด่านซานไห่กวาน (Shanhaiguan) มีกำลังทหารอยู่ในบังคับบัญชาหลายสิบหมื่น เมื่อฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ เวลานั้น อู๋ซานกุ้ยยังคงรักษาด่านซานไห่กวานไว้ เพราะพวกแมนจูกำลังยกทัพมาประชิดนอกด่าน เพื่อรอเวลาบุกเข้าแผ่นดินจีน

ส่วนหลี่จื้อเฉิง เมื่อเข้ากรุงเป่ยจิงได้ก็เข้ายึดทรัพย์สินและจับกุมขุนนางเก่าของราชวงศ์หมิง ถือโอกาสตั้งตนเป็นจักรพรรดิ ประกาศตั้งราชวงศ์ Shun Dynasty รวมทั้งจับอู๋เซียง บิดาของอู๋ซานกุ้ย ยึดบ้าน และทรัพย์สินทั้งหมด มิหนำซ้ำ เฉินหยวนหยวน นางโลมสุดที่รักยังถูกพวกกบฏจับไปเป็นนางบำเรอ อู๋ซานกุ้ยจึงแปรพักตร์ หันไปสมคบกับพวกแมนจู ยินยอมให้เคลื่อนทัพผ่านด่านเข้ามาเพื่อปราบปรามหลี่จื้อเฉิง

ทัพของอู๋ซานกุ้ยและแมนจูร่วมกันจู่โจม หลี่จื้อเฉิงจึงพ่ายแพ้และเสียชีวิตในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1644 พวกแมนจูจึงเข้ามาปกครองแผ่นดินจีนทั้งหมด และก่อตั้งราชวงศ์ชิง (Qing dynasty) ขึ้นแทน

จำนวนคนอ่าน 6478 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved