ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | เรื่องน่ารู้

เรื่องน่ารู้
   

เชาว์ปัญญา
 

ประเด็นสำคัญ

  • หลายคนกล่าวว่าเชาว์ปัญญามิได้มีเพียงประเภทเดียวเท่านั้น แต่มีถึง 8 ประเภทเป็นอย่างต่ำ อาทิเช่น เชาว์ปัญญาทางการพูด หรือเชาว์ปัญญาทางอารมณ์ เป็นต้น

  • มีข้อถกเถียงมากมายถึงว่าเชาว์ปัญญานั้นตัดสินได้จากทางชีววิทยาหรือทางสังคม

  • สมองมีน้ำหนักเพียงไม่เกิน 2.5% ของน้ำหนักร่างกายทั้งหมด แต่กลับกินพลังงานถึง 20% ขณะที่เราหยุดพัก มันเผาผลาญออกซิเจนและกลูโคสมากกว่าอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย 10 เท่า

  • ในแต่ละปี มีผู้ที่เข้าทดสอบกับโปรแกรมทดสอบไอคิว ที่เรียกว่า เมนซ่า (MENSA) กว่า 10,000 คน และประมาณ 2,500 คน ผ่านการทดสอบเข้าเป็นสมาชิก และในศตวรรษที่ผ่านมาระดับไอคิวเฉลี่ยของคนอังกฤษสูงขึ้น 3 จุดในทุกๆ ทศวรรษ

  • ระดับไอคิวขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ระดับความเป็นอยู่ และเพศของคุณ จากรูปแบบการทดสอบที่ถูกกำหนดไว้เช่นนี้ ในทางกลับกันในปี 1920 การทดสอบไอคิวถูกใช้ในการประเมินความเหมาะสมในการเข้าเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา
เชาว์ปัญญาคืออะไร

การจะระบุความหมายของคำว่า "เชาว์ปัญญา" นั้นเป็นปัญหามากทีเดียว จะมีเชาว์ปัญญารูปแบบใดที่จะช่วยเราคลี่คลายปัญหาได้ทุกอย่างหรือตอบคำถามได้ทุกคำถามโดยไม่มีเงื่อนไขหรือไม่ ? หรือมีเชาว์ปัญญาในรูปแบบต่างๆ ที่ช่วยเราไขปัญหาที่แตกต่างกันได้ ซึ่งเรื่องนี้ประชาคมทางด้านวิทยาศาสตร์กำลังถกเถียงถึงประเด็นนี้อยู่เช่นกัน

มีภาษิตหนึ่งที่สนับสนุนความคิดที่ว่า "เชาว์ปัญญา" เป็นเรื่องของ "สติปัญญาโดยรวม" หรือ "จี" (g) ซึ่งมาจากนักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ชื่อ ชาร์ล สเปียร์แมน และในต้นศตวรรษที่ 20 "จี" คือการวัดสถิติของการทดสอบความสามารถในรูปแบบต่างๆ

สเปียร์แมน ค้นพบว่าบางคนที่ทำแบบทดสอบทางจิตใจต่างๆ กันได้ดี จะมีแนวโน้มที่คนๆ นั้นใช้ความสามารถของสมองในส่วนที่เรียกว่า "จี" และ "จี" นี้เป็นตัวบุกเบิกพื้นฐานสำหรับความคิดเห็นในเรื่องของ "สติปัญญาเดี่ยว" ซึ่งช่วยเราจัดการกับภาวะทางจิตใจในทุกๆ วันได้

จาการศึกษาล่าสุด มีข้อมูลสนับสนุนทฤษฎีของสเปียร์แมน ผลการค้นคว้าพบว่าส่วนหนึ่งของสมองที่เรียกว่า "สมองส่วนหน้า" (lateral prefrontal cortex) เป็นส่วนเดียวของสมองที่สูบฉีดเลือดมากขึ้นเมื่อผู้ทดสอบเผชิญหน้ากับการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

อย่างไรก็ตาม ทฤษฏีของสเปียร์แมนยังคงเป็นที่ถกเถียงท่ามกลางผู้คนที่ยังมีข้อสงสัยทั้งในขั้นตอนทางสถิติและธรรมชาติพื้นฐานของ "จี" มีการศึกษาค้นคว้าที่กล่าวว่าศักยภาพทางจิตใจของมนุษย์เป็นเรื่องของปัจจัยทางสังคม เช่น การศึกษา และ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตกแต่งทางชีวภาพ


เชาว์ปัญญาและสมอง

ชาวกรีกโบราณเชื่อว่าสมองเป็นที่อาศัยของจิตวิญญาณมากกว่าสติปัญญา พวกเขาเชื่อว่าความคิดอ่านนั้นเกิดมาจากปอด! จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 17-18 จึงเกิดความเข้าใจว่าสมองเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญาและความคิดอ่าน

ด้วยการใช้เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ นักวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นว่าสมองมีการทำงานเช่นใดเมื่อเราต้องรับมือกับภาระที่แตกต่างกัน เลื่อนจุดชี้ไปยังรูปภาพสมองด้านล่างเพื่อดูการทำงานของสมอง


การวัดสติปัญญา
การทดสอบไอคิว


มีขั้นตอนหลากหลายในการวัดระดับสติปัญญา และการทดสอบที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมากที่สุดคือการทดสอบไอคิว หรือ "Intelligence Quotient" การทดสอบสติปัญญาของ สแตนฟอร์ด-บิเน็ต เริ่มขึ้นในต้นศตวรรษที่ 20 ที่กรุงปารีส ซึ่งการทดสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของ อัลเฟรด บิเน็ต ในการสอนเด็กๆ ด้วยวิชาที่ค่อนข้างยาก และผู้ที่ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์อายุจะถือว่าเป็นพวก "ปัญญาอ่อน"

ไอคิวเป็นการทดสอบทางจิตวิทยา ซึ่งหมายถึงการวัดความสามารถทางปัญญา แต่การนิยามคำว่าสติปัญญายังเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีสถาบัน 2 แห่งที่มีความคิดต่างกัน สถาบันแรกเชื่อในเรื่องการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และสถาบันที่สองเชื่อว่าสติปัญญาเกิดจากสภาวะแวดล้อมทางสังคม และยังเชื่อด้วยว่าการวัดค่าทางสติปัญญายังคงเป็นปัญหาที่ต้องแก้

การวัดค่าไอคิวในปัจจุบันนั้น ประกอบไปด้วยการวัดความสามรถในรูปแบบที่ต่างกันออกไป เช่น สมรรถภาพทางการพูด คณิตศาสตร์ สัมพันธภาพ ความจำและตรรกวิทยา และการทดสอบนี้เป็นเพียง "การทดสอบขั้นต้น" โดยกลุ่มผู้ทดสอบตัวแทนของคนส่วนใหญ่ และผลทดสอบที่ได้จะถูกวัดระดับให้คนส่วนใหญ่มีระดับในระหว่าง 90-110

เมื่อวาดออกมาเป็นกราฟแล้ว นี่คือเส้นโค้งรูประฆังซึ่งบอกว่าคนส่วนใหญ่จะถูกจัดอยู่รอบๆ ระดับสติปัญญาเฉลี่ย (หรือคะแนนด้านสติปัญญา) และคนส่วนน้อยจะถูกจัดอยู่ในช่วงโค้งสูงสุดและต่ำสุด

ระดับเชาว์ปัญญาของคนดัง

คนดังๆ ที่มีระดับเชาว์ปัญญาสูงๆ อาทิเช่น เซอร์ จิมมี่ ซาวิลล์, นักหนังสือพิมพ์ แกรี่ บุชเชล, นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ ไอแซค อาซิมอฟ, นักแสดง จีน่า เดวิส, นักการเมือง วินเซนท์ เคเบิล, นักฟุตบอล แอนดี้ แฮริส และ โจอี้ โบแชมพ์, นักข่าว แครอล วอเดอแมน และ จิมมี่ ทิกสตัน, นักชีวะวิทยา ดร.แจ๊ค โคเฮน, นักมวย นิคกี้ ไพเพอร์ และ สวิมเมอร์ เอเดรียน มอร์เฮาส์

ไอคิวเป็นวิธีที่ดีสำหรับการวัดระดับสติปัญญาหรือไม่ ?

แม้ว่าจะยังเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันอยู่ในประเด็นที่ว่าการทดสอบไอคิวนั้นเป็นการวัดระดับสติปัญญาทั่วไปหรือวัดค่า "จี" แต่หลายคนเห็นว่าการทดสอบไอคิวคือการสาวเข้าไปถึงความสามารถในการแก้ปัญหาของแต่ละบุคคลมากกว่าจะเป็นการทดสอบวัดสติปัญญาในระดับทั่วๆ ไป อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการทดสอบที่แน่ชัดในเรื่องของการค้นหาความสามารถในการแก้ปัญญาส่วนบุคคล ถึงแม้ว่าการทดสอบจะบ่งชี้ถึงระดับการวิเคราะห์ และความสามารถทางการสื่อสารได้ดี แต่มันยังไม่แม่นยำมากพอที่จะบ่งบอกถึงระดับความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ และทักษะอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหา เมื่อผลสรุปออกมาเป็นเช่นนี้ จะบอกได้อย่างไรว่าการทดสอบไอคิวเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะมันอาจจะบอกได้แค่ว่าคนสักคนหนึ่งสามารถทำแบบทดสอบไอคิวได้คะแนนดีแค่ไหนเท่านั้นเอง

ทางเลือกของการทดสอบสมอง
การรับรู้ขั้นพื้นฐาน


การทดสอบนี้เน้นไปยังการเชื่อมโยงระหว่างเชาว์ปัญญาทางจิตวิทยาและกายภาพเข้าด้วยกัน และวัดผลที่ความเร็วของการทำงานของสมอง การทดสอบนี้จะตอบรับต่อการกระตุ้นและภารกิจที่เกี่ยวข้องในระดับที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไป นักวิจัยอ้างว่ามีการเกี่ยวพันกันระหว่างผลลัพธ์ของการทดสอบนี้กับการวัดระดับไอคิว

ทัศน์ลวงตา

"ไซโคฟิสิกส์" คือการศึกษาทางกายภาพของปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา : การทำความเข้าใจถึงข้อมูลจากประสาทสำนึก การวิจัยส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่กับการวัดระดับความสามารถของบุคคลในประเด็นเกี่ยวกับการกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับมองเห็นเพื่อดูว่าสมองมีปฏิกิริยาแบบใดกับกิจกรรมนั้นๆ ทัศน์ลวงตาเป็นการทดสอบที่ดีสำหรับการศึกษาแขนงนี้

เชาว์ปัญญาของเราเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ?

ในการพยายามหลีกเลี่ยงการบิดเบือนที่เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมที่แตกต่าง การทดสอบทางเชาว์ปัญญาจะเน้นไปที่คณิตศาสตร์และทักษะด้านสัมพันธภาพมากกว่าเรื่องศัพท์แสงต่างๆ แต่การทดสอบนี้ก็ยังไม่สามารถก้าวพ้นอิทธิพลของความแตกต่างทางวัฒนธรรมได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะมีทักษะเพิ่มขึ้นในบางเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับเชาว์ปัญญา แต่เรากลับสูญเสียทักษะด้านอื่นไป เช่น ความจำ เป็นต้น แม้ว่าคนรุ่นนี้ไม่สามารถที่จะจำบทกวียาวๆ ได้เหมือนกับคนรุ่นที่แล้วจำได้

เจมส์ อาร์ ฟลินน์ พยายามเจาะลึกถึงการไขปัญหานี้ โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าไอคิวสามารถถ่ายทอดให้กันและจะเพิ่มขึ้นระหว่างรุ่นต่อรุ่น ซึ่งการไขปัญหาเช่นนี้ถูกเรียกว่า "ฟลินน์เอฟเฟค"

ใครบอกว่าการเล่นวิดีโอเกมเป็นการฝึกสติปัญญามากกว่าการละเล่นอย่างหนึ่งเท่านั้น การละเล่นแบบนี้เป็นการฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ได้อย่างดี

ความสำคัญของไอคิว

เพราะไอคิวเป็นตัววัดระดับสติปัญญา มันถูกใช้โดยคนและสถาบันหลายๆ ประเภท หลายๆ บริษัทใช้ไอคิวและการทดสอบทางจิตวิทยาวัดศักยภาพของผู้สมัครงาน หน่วยงานรัฐบาลมีการนำข้อสอบนี้ไปใช้ด้วยเช่นกัน ทั้งหน่วยงานราษฎร์และหน่วยงานทางการทหาร การใช้แบบทดสอบนี้ สถาบันและบริษัทต่างๆ ถูกโน้มน้าวให้เชื่อในความคิดของสติปัญญาโดยรวม ของความสามารถทางจิตของเราไม่ว่างานนั้นๆ ต้องอาศัยทักษะเฉพาะประเภทใด

คุณเกิดมาฉลาดหรือไม่ ?
สติปัญญากับการเหยียดผิว


การทดสอบทางสติปัญญาเข้าไปเกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ ซึ่งเป็นความคิดที่ว่าคุณสามารถควบคุมเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ด้วยการเลือกสายพันธุ์ ฟรานซิส แกลตั้น - หนึ่งในผู้บุกเบิกการทดสอบสติปัญญา และเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมสายพันธุ์มนุษย์ของอังกฤษ - ความเชื่อที่ว่าสติปัญญาเป็นเรื่องทางชีววิทยาซึ่งวัดจากรูปแบบของสมองซึ่งมากจากยีนนั้นเป็นทฤษฏีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่มีนักวิจัยจำนวนมากใช้ทฤษฏีนี้ในการเปลี่ยนแปลงสังคม ด้วยการใช้สติปัญญาเสมือนหนึ่งในปัจจัยจากหนังสือที่อื้อฉาว "เดอะ เบลล์ เคิฟ" ของ เฮินสไตน์ และ เมอร์เรย์ ปฏิเสธว่าความแตกต่างจากผลคะแนนของไอคิวระหว่างเผ่าพันธุ์สะท้อนถึงความแตกต่างทางชีววิทยาเช่นกัน

เดอะ เบลล์ เคิฟ

เดอะ เบลล์ เคิฟ คือกราฟที่กำหนดขอบเขตของคะแนนไอคิวของประชากรโดยเฉลี่ย อย่างไรก็ดี มันสามารถแปรความหมายได้หลายทิศทาง และเมื่อนำสติปัญญาของมวลมนุษย์มาเป็นตัวตั้งเช่นนี้ ความเสี่ยงย่อมสูงมากตามไปด้วย

นักวิจารณ์โต้ว่าวิธีวัดระดับสติปัญญานั้นประกอบไปด้วยตัวแปรสุ่มระดับสูง ดังนั้นมันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ที่จะแสดงผลออกมาในหนึ่งหน้ากระดานกราฟ แต่ความเชื่อในเรื่องของกราฟรูประฆังและยีนที่เป็นพื้นฐานของสติปัญญาได้นำไปสู่ความคิดของการเหยียดผิวอย่างน่าเสียดาย

มีหลักฐานแน่นหนาที่บ่งชี้ว่าปัจจัยทางสังคมเป็นสิ่งสำคัญของสติปัญญา ทหารสหรัฐอเมริกาใช้การทดสอบนี้เพื่อกำหนดยศของทหารใหม่และพบว่าผู้สมัครผิวดำมักได้คะแนนต่ำกว่าผู้สมัครผิวขาว อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์ผู้สมัครนี้กลับขึ้นอยู่กับรากฐานทางการศึกษา ซึ่งผู้สมัครผิวดำได้รับคะแนนต่ำมากจนกระทั่งในปี 1950 ซึ่งเป็นปีที่มีการยกระดับมาตรฐานของการศึกษา

สติปัญญาเกี่ยวข้องกับยีนหรือไม่ ?

ในฤดูใบไม้ผลิ ปี 1998 โรเบิร์ต พโลมิน อ้างว่าเขาได้ค้นพบความเกี่ยวข้องระหว่างยีนและสติปัญญา และเมื่อเร็วๆ นี้ โครงการฮิวแมน จีโนม หรือ "โครงการสร้างต้นแบบเผ่าพันธุ์มนุษย์" ได้เข้าสู่ช่วงที่น่าตกใจเมื่อพบว่ากำลังเข้าไปสู่บทสรุปว่าความต่างของเผ่าพันธุ์แสดงให้เห็นว่ามีความต่างของยีนในเผ่าพันธุ์เดียวกันสูงกว่าต่างเผ่าพันธุ์

แต่ไม่ใช่ว่าทุกๆ คนจะมีระดับสติปัญญาเหมือนๆ กัน ซึ่งหลายคนเชื่อว่ามันเกี่ยวข้องกับยีนของเราและรูปแบบที่เรากระทำกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ฝาแฝดแท้มีแนวโน้มที่จะได้รับคะแนนวัดไอคิวเท่ากันมากกว่าฝาแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ ซึ่งมีรูปแบบยีนที่ต่างกัน

เป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะนึกถึงอยู่เสมอว่า ยีนทำงานได้ด้วยการมีปฏิกิริยาต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นปัจจัยทางสังคมจึงส่งผลโดยตรงต่อระดับสติปัญญา การทดสอบระดับสติปัญญาจึงอาจเป็นเพียงการเข้าใจถึงปัจจัยทางสังคม เช่น ระดับการศึกษา เป็นต้น

เด็กผิวดำที่ได้รับการอุปถัมภ์จากครอบครัวผิวขาวชั้นกลางจะทำคะแนนได้สูงมากกว่าค่าเฉลี่ยของครอบครัวชั้นกลางที่ต้องทำงานหนัก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการบิดเบือนทางวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนผสมของสติปัญญา

การเข้าโรงเรียนชั้นดี การเลี้ยงดูอย่างดีหรือการมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ทั้งหลายนี้เชื่อว่าล้วนแต่มีอิทธิพลที่จะพัฒนาคะแนนไอคิวให้สูงขึ้น การได้รับอาหารที่ถูกสุขลักษณะหมายถึงการทำหน้าที่ที่ดีทั้งในมุมของร่างกายและจิตใจ แม้ว่าจะมีหลายเสียงยอมรับถึงปัจจัยเหล่านี้ แต่มันยังเป็นประเด็นที่ไม่มีผลสรุปที่แน่ชัดอยู่นั่นเอง การโภชนาการที่สมดุลหมายรวมถึงอาหารทั้งหลายทั้งมวลที่ร่างกายต้องการในการสร้างสมดุลของระบบประสาท

สติปัญญาทางอารมณ์

สติปัญญาทางอารมณ์ หรือ อีไอ (EI) คือความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ของตนเองและคนรอบข้าง ความคิดรวบยอดของสติปัญญาทางอารมณ์นี้ถูกพัฒนาโดย ดาเนียล โกลแมน ซึ่งหมายถึงการที่คุณมีการรับรู้เฉพาะตัวที่ทำให้คุณรู้เท่าทันอารมณ์และช่วยคุณในการจัดการกับอารมณ์นั้นๆ

ในระดับส่วนบุคคลนั้น จะรวมถึงแรงกระตุ้นเร้าและความสามารถในการกำหนดสมาธิไปยังเป้าหมายมากกว่าการต้องการสิ่งที่ต้องการในทันทีทันใด บุคคลที่มีระดับสติปัญญาทางอารมณ์สูงนั้นมีความสามารถในการทำความเข้าใจความรู้สึกของบุคคลอื่นด้วย ซึ่งหากพูดกันตามรูปแบบทางวัฒนธรรมแล้ว บุคคลเหล่านี้จะสามารถประคองความสัมพันกับบุคคลอื่นได้ทุกรูปแบบ

การที่ใครสักคนมี "ระดับสติปัญญาสูง" ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นคนที่มีสติปัญญาทางอารมณ์สูงตามไปด้วย การมีความจำที่ดี มีความสามารถในการแก้ปัญหา ไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นสามารถจัดการกับอารมณ์และแรงกระตุ้นภายในตนเองได้

บุคคลที่มีระดับสติปัญญาชั้นสูงอาจขาดทักษะทางสังคมซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสติปัญญาทางอารมณ์ชั้นสูง นักปราชญ์ผู้แสดงให้เห็นถึงระดับสติปัญญาเฉพาะทางชั้นสูงเป็นตัวอย่างที่ดีในประเด็นนี้ : อัจฉริยะทางคณิตศาสตร์อาจไม่มีความสามารถเข้ากันได้กับคนอื่นๆ ก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี สติปัญญาขั้นสูง รวมเข้ากับสติปัญญาทางอารมณ์ขั้นต่ำ เป็นปัจจัยที่พบได้ยาก และ มนุษย์สามารถมีระดับสติปัญญาชั้นสูงได้ทั้งสองแบบ

การเข้าสังคมทำให้คุณฉลาดขึ้นหรือไม่ ?

ปัญหาของทั้งความฉลาดทางสติปัญญาและทางอารมณ์นั้นแก้ไขง่ายได้เมื่ออยู่ในอารมณ์ที่ดี ซึ่งมักขึ้นอยู่กับสติปัญญาทางอารมณ์ในช่วงนั้นๆ เช่น นักเรียนที่มีแรงขับดันส่วนตัวมักจะทำหน้าที่ได้ดีในการสอบ

ความสามารถในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและมีกลุ่มเพื่อนที่ดีหมายถึงว่านักเรียนมีแนวโน้มสูงที่จะเรียนต่อไปได้ในขณะที่นักเรียนที่ขาดในจุดนี้มักจะเรียนไม่จบ

หากจะมองโลกในแง่ร้ายแล้ว สติปัญญาทางอารมณ์ต่ำนั้นมีผลกระทบต่อสติปัญญาทางความฉลาดเช่นกัน ความกดดันจะรุกเร้าและมีผลต่อความจำและสมาธิ การทดสอบทางจิตวิทยาพบว่าความรู้สึกในการปฏิเสธจะลดระดับไอคิวลงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ การปฏิเสธยังเป็นตัวเพิ่มความรู้สึกก้าวร้าวและลดระดับการควบคุมตนเองได้อีกด้วย

คุณภาพของการควบคุมตนเอง ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทดสอบไอคิว ดังนั้นสติปัญญาทางอารมณ์ต่ำอาจเป็นตัวกั้นความสามารถทางสติปัญญาได้
ที่มาข้อมูล : www.bbc.co.uk
จำนวนคนอ่าน 2097 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved