ข่าวประจำวัน
เรื่องน่ารู้
เที่ยวทั่วกรุง
ศิลปะ - กีฬาฯ
Books
Person
นิทานและเกมส์
คำถามประจำวัน
 

 
หน้าแรก | ข่าวประจำวัน
   

เรื่อง "ฟัน ฟัน" ของชาวประกันสังคม
   
เรื่อง "ฟัน" อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ ในระบบการรักษาพยาบาลที่มีขนาดใหญ่ แต่ปัญหาจุดเล็กๆ นี้ ได้สร้างความคับข้องใจให้กับประชาชนผู้ใช้สิทธิประกันสังคมอย่างมาก ยิ่งหากนำไปเปรียบเทียบกับการรักษาพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรทอง ด้วยแล้ว ยิ่งสร้างความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม เกิดคำถามว่า เหตุใดผู้ประกันตน ซึ่งจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือนจึงได้รับสิทธิน้อย กว่าผู้ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย

ทพ.ดร.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล
ในขณะที่ผู้ใช้สิทธิบัตรทองสามารถถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน รวมถึงบริการทันตกรรมอื่นๆ ยกเว้นการใส่รากฟันเทียม โดยไม่จำกัด และไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว ผู้ประกันตนกลับได้รับสิทธิถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน โดยสำรองเงินจ่ายไปก่อน และต้องนำหลักฐานมาขอเบิกเงินคืน ถึงแม้จะอำนวยความสะดวกในการเข้ารับการรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลใดก็ได้ก็ ตาม

ทพ.ดร.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล หัวหน้าภาควิชาทันตกรรมชุมชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปรียบเทียบบริการทันตกรรมของทั้ง 2 ระบบ คือ ประกันสังคม และบัตรทอง ว่า ผู้ประกันตนได้ประโยชน์น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับบัตรทองที่ไม่มีข้อจำกัดในการรักษาพยาบาล รวมถึงไม่มีเพดาน ขณะที่ประกันสังคมมีเพดานที่กำหนดค่าทำฟันไว้ ครั้งละไม่เกิน 600 บาทต่อปี ซึ่งเป็นมติเพิ่มจาก ปีละ 500 บาท ซึ่งถ้าพูดกันตามจริงแล้ว ผู้ประกันตนไม่คุ้มที่จะเบิก 300 บาทต่อครั้ง เพราะต้องหยุดงานครึ่งวันเสียทั้งค่ารถทั้งเวลา ที่สำคัญ ไม่มีใครจะทำฟันเพียง 300 บาทต่อครั้ง

"ถือว่าเป็นการออกแบบการให้บริการที่ไม่เอื้อให้ผู้ประกันตนไปใช้บริการเท่าไหร่นัก ไม่เช่นนั้น ควรจะต้องไม่จำกัดจำนวนครั้ง การกำหนดกรอบของประกันสังคมที่ใช้บริการทันตกรรมได้ไม่เกิน 600 บาทต่อปี ทั้งๆ ที่ตามหลักผู้ประกันตนป่วยไม่เท่ากัน บางคนผุหลายซี่ บางคนผุแค่ 2-3 ซี่ ผู้ที่มีฟันผุมาก หรือมีปัญหาทางช่องปากมากก็ควรได้รับบริการมากขึ้นไปด้วย หรืออย่างกรณีการขูดหินปูน ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายประมาณครั้งละ 500 บาท แต่ให้เบิกประกันสังคมได้ 300 บาท ส่วนต่างต้องจ่ายสมทบเพิ่ม 200 บาท ถือว่าเป็นการถูกเอาเปรียบอย่างมาก"

ทพ.ดร.ธงชัย ย้ำว่า จุดดีข้อเดียวของระบบประกันสังคมคือ การเข้ารับบริการทันตกรรมที่โรงพยาบาล หรือ คลินิกทันตกรรมที่ใดก็ได้ ขณะเดียวกันถือเป็นจุดอ่อนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะเป็นโรงพยาบาลของรัฐ ทำให้ต้องต่อคิวเข้ารับการรักษานาน

ทพ.ดร.ธงชัย อธิบายต่อว่า สำหรับการบริหารจัดการด้านทันตกรรมไม่เหมือนกับโรคทั่วไป แต่จะมีการจัดสรรงบประมาณแยกออกมาต่างหากและเบิกจ่ายตามปริมาณการให้บริการ ที่เกิดขึ้นจริง โดยมีการกำหนดเพดานควบคุมกำกับ ดังนั้น การใช้บริการทันตกรรมในระบบประกันสังคมทุกรายการล้วนต้องมีการจ่ายร่วมส่วน ต่างที่เกิดขึ้นทุกครั้งไป

ภาพประกอบข่าวจากอินเทอร์เน็ต
ยกตัวอย่าง การใส่ฟันเทียม 1-5 ซี่ ราคา 1,200 บาท ฟันเทียม 5 ซี่ ขึ้นไป 1,400 บาท ซึ่งการใส่ฟันปลอมสามารถเบิกได้แค่ 1,400 บาท อีก 1,600 บาท ผู้ประกันตนต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเอง หรือกรณีที่มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์การใส่รากฟันเทียม จะต้องลงทะเบียนภายในวันที่ 1 เมษายน 2554 ก็ไม่ทราบว่า ผู้ประกันตนรู้สิทธิของตนเองมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งมีเงื่อนไขยิบย่อยอีกหลายข้อ เช่น ผู้เข้ารับบริการจะต้องประสบอุบัติเหตุ ไม่มีฟันเหลือ ต้องมีอายุ 53 ปี ขึ้นไป นอกจากนี้ อัตราค่าใช้จ่าย ประกันสังคมออกให้ 16,000 บาท แต่ไม่เกิน 2 ราก ดังนั้น ด้วยเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ไม่รู้ว่าเหลือผู้ประกันตนกี่รายที่เข้าข่ายสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว

"หากฟันผุ 10 ซี่ จะให้อุดฟันแค่ 2 ซี่ก่อนแล้วรออุดปีหน้าไปเรื่อยๆ ต้องใช้เวลาถึง 5 ปี อุดฟันมันก็ไม่ใช่ หรือมีคนไข้ขอต่อรองกับหมอขอเบิกค่าทำฟันแค่ครั้งเดียว 600 บาท แล้วให้คลินิกช่วยเหลือออกใบเสร็จปลอมให้ แพทย์ก็จะถือว่ามีความผิดไปด้วย ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังทำกันเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา" ทพ.ดร.ธงชัย กล่าว

ทพ.ดร.ธงชัย บอกอีกว่า ปัจจุบันเท่ากับการทำฟันในระบบประกันสังคมต้องจ่ายมาก เป็นสิทธิประโยชน์ที่ไม่เอื้อให้กับผู้ไปใช้บริการ การประกาศเพิ่มสิทธิประโยชน์ดูดี แต่แท้จริงเป็นการเฉพาะเจาะจงมากเกินไป ทำให้ผู้ประกันตนไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง และหากมองในแง่สิทธิมนุษย์ชนถือเป็นเรื่องที่ได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่าง เห็นได้ชัด แม้คนไทยจะมีสิทธิการรักษาพยาบาลเหมือนกันทุกคนแต่ในความเป็นจริงยังคงได้ รับบริการที่ไม่เท่าเทียมกัน

ทพ.ดร.ธงชัย บอกด้วยว่า นอกจากนี้ ระบบประกันสังคมยังไม่มีมาตรการในการป้องกันโรค แต่เป็นการตั้งรับโดยรอจนกว่าจะมีผู้ป่วยมาพบแพทย์ ทั้งๆ ที่การป้องกันโรคฟันนั้น สามารถป้องกันได้ไม่ยาก ขณะที่การทุ่มเงินรักษาอย่างเดียวโดยไม่ป้องกันเลยทำให้เกิดการสูญเสียงบ ประมาณโดยไม่จำเป็น

สุดท้ายไม่ว่าผู้ประกันตนจะได้รับความเดือดร้อน หรือผลกระทบอย่างไร แต่หากยังไม่รวมตัวลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์และผลประโยชน์ของตัวเอง ผู้ประกันตนก็จำต้องทนอยู่กับสิ่งที่ได้รับแบบเดิมที่ไม่คุ้มค่า
ที่มาข้อมูล : ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 22 กรกฎาคม 2554
จำนวนคนอ่าน 619 คน

 
อึ้ง! มีคำค้นหารับจ้างทำการบ้านสูงกว่า 1.5 ล้านรายการ
วิธีสังเกต "หวัด" จากเชื้อ "ไวรัส" และ "แบคทีเรีย"
8 ต.ค.ชวนดู "จันทรุปราคาวันออกพรรษา"
ลูกจ้างชั่วคราว สธ.นัดรวมตัวพบ นายกฯ ใหม่ขอปรับเงินเดือนพรุ่งนี้
ว่อนเน็ต! ลูกชิ้นปลาเรืองแสง อย.ยันไม่อันตราย แต่ไม่ควรกิน
 
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved