ประเพณีการผูกเสี่ยว




ประเพณีการผูกเสี่ยว เป็นประเพณีของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ที่มีการยึดถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณจนเป็นที่รู้จักทั่วไป แต่สำหรับการผูกเสี่ยวในภาคอื่นๆ ก็ยังมียึดถือปฏิบัติกันอยู่ บางแห่งมีการปฏิบัติเป็นงานประเพณี บางแห่งก็ไม่มีการจัดงานเป็นกิจจะลักษณะแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม การผูกเสี่ยวหรือการเป็นเสี่ยวกัน คงแทรกซึมอยู่ในอุปนิสัยของคนไทยทุกคน

คำว่า "เสี่ยว" ตามพจนานุกรมแปลว่า เพื่อนหรือเกลอ

คำว่า "ผูกเสี่ยว" เป็นคำที่มีความหมายว่า การผูกมิตร หรือการเป็นเพื่อนกัน

การผูกเสี่ยว จะไม่ไม่เจาะจงว่าจะเป็นวันใด ในวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ แต่มีข้อยกเว้นวันเดียว คือวันสมรส สำหรับเวลาก็ไม่จำเป็น เพียงแต่รอเวลาว่างของทั้งสองฝ่ายหลังจากเสร็จภารกิจการงาน แต่จะนิยมในช่วงใกล้เที่ยงวัน เพราะเป็นเวลาว่างในช่วงพักกลับจากการทำงาน

พิธีการผูกเสี่ยว เป็นพิธีที่นำเอาเด็กๆ อายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไปจนรุ่นหนุ่มมาผูกข้อมือเพื่อเป็นเสี่ยวกัน ในการหาเสี่ยวหรือหาเพื่อนี้ผู้ปกครองหรือพ่อแม่เป็นผู้เลือกหา โดยมีหลักใหญ่ๆ ว่า เด็กอีกฝ่ายหนึ่งจะมีอัธยาศัยใจคอเหมือนๆ กัน สิ่งสำคัญต้องเป็นเพื่อนพึ่งพาอาศัยกันได้

มีบางรายเหมือนกันที่ทั้งสองฝ่ายไม่รู้เรื่องการเป็นเสี่ยวกันมาก่อน ด้วยเหตุผลที่ยังเป็นเด็กเล็กอยู่ หรือยังจำความไม่ได้ ผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายจะเป็นผู้ประสานความเป็นเพื่อน โดยการพาเด็กไปรู้จักกันไปเยี่ยมเยือนกันบ้างตามเทศกาลหรือประเพณีต่างๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย เนื่องจากเสี่ยวจะเป็นคนต่างถิ่นหรือต่างหมู่บ้าน นอกจากการเยี่ยมเยือนธรรมดาต้องมีของฝากติดมือไปบ้าง อาจจะเป็นขนมหรือเสื้อผ้า สุดแต่ฐานะของผู้ปกครอง

ขั้นตอนของการผูกเสี่ยว สิ่งที่ต้องเตรียม คือ ด้ายสำหรับผูกข้อมือเด็ก ที่นิยมคือ ด้ายดิบนำมาทำเป็นเส้นขนาดยาว 1 ฟุต ดอกไม้ตามคตินิยมใช้ดอกรัก อย่างน้อย 1 คู่ ควรเลือกสีขาว ซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงสีที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา หากไม่มีดอกรักให้ใช้ไม้อื่นแทนก็ได้ และต้องเตรียมธูปเทียน ผลไม้ของคาวเล็กๆ น้อยๆ หมอนรองรับการพนมมือของเด็กเช่นเดียวกับหมอนรองรับคู่บ่าวสาว

สำหรับญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงของพ่อแม่เด็ก สิ่งที่เตรียมคือ "เงิน" อย่างน้อยที่สุด ประมาณ 1 บาท แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็นประมาณ 10-20 บาท แต่ถ้าใครจะให้เท่าใดตามแต่สะดวก เงินส่วนนี้ถือว่าให้กับคู่เสี่ยว เมื่อเสร็จพิธีจะแบ่งเงินให้เท่าๆ กัน ส่วนความจำเป็นของผู้ใหญ่ทั้งสองจะต้องเตรียมเหล้ากับกับแกล้มเอาไว้เลี้ยงเมื่อเสร็จพิธี

วิธีการผูกเสี่ยวเมื่อทุกฝ่ายพร้อมเพรียงกัน จะเรียกเด็กทั้งคู่มากลางเรือน เด็กทั้งสองคนจะอาบน้ำทาแป้ง แต่งตัวในชุดใหม่ เด็กทั้งสองนั่งหมอบพนมมือวางไว้บนหมอนคนละใบ จานใส่ดอกไม้และด้ายวางอยู่ตรงหน้าของเด็กทั้งสอง บุคคลแรกที่จะผูกเสี่ยวเป็นผู้อาวุโสที่สุดในหมู่บ้าน หรือผู้ปกครองที่เด็กนับถือจะนำด้ายที่เตรียมไว้มาผูกข้อมือเด็กข้างขวาของเด็กที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือ เนื่องจากปลายด้ายอีกข้างหนึ่งผูกข้อมือซ้ายของเด็กในลักษณะเดียวกันกับการสวมมงคลของคู่บ่าวสาว

พร้อมกันนั้นผู้ใหญ่จะให้ศีลให้พรให้รักกันยิ่งยืนดุจขุนเขาและแผ่นน้ำ จากนั้นจะต้องมอบเงินใส่ฝ่ามือ ซึ่งเด็กจะรับทั้งสองคนพร้อมกัน คนต่อไปจะเตรียมตัวผูกเสี่ยวต่อไปจนหมด เป็นอันเสร็จพิธี

ประโยชน์ของการผูกเสี่ยว นับว่ามีประโยชน์มากมาย ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครองฯ ทั้งนี้ เพราะการมีเสี่ยว หมายถึง การมีเพื่อนตายที่มีความรัก ความจริงใจ ความเข้าใจต่อกันเป็นอย่างดี นับตั้งแต่ตัวของเสี่ยวเอง ครอบครัวต่อครอบครัว หมู่บ้านต่อหมู่บ้าน หรือ อำเภอต่ออำเภอ เป็นต้น ซึ่งความรักความเข้าใจนี้จะช่วยให้บุคคลในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขฉันท์พี่น้อง มีอะไรก็สงเคราะห์เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เช่น ถ้าใครมีผักก็นำไปแลกเปลี่ยนกับคู่เสี่ยวที่มีสินค้าอย่างอื่น เช่นปลา ข้าว เป็นต้น การผูกเสี่ยวจึงเท่ากับเป็นการสร้างสรรค์ ความรัก ความเข้าใจ ความสามัคคีระหว่างชนในหมู่บ้าน และในชาติได้เป็นอย่างดี




ที่มาข้อมูล : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
http://province.prd.go.th

    เรื่อง : ศิลปวัฒนธรรม - กีฬา
    เข้าชม : 6022