ข่าวประจำวัน
เรื่องน่ารู้
เที่ยวทั่วกรุง
ศิลปะ - กีฬาฯ
Books
Person
นิทานและเกมส์
คำถามประจำวัน
 

 
หน้าแรก | เรื่องน่ารู้
   

อาหารที่อนุญาต และไม่อนุญาต ให้ใส่สีผสมอาหาร
   

ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าไม่ใช่อาหารทุกชนิดที่อนุญาตให้ใส่สีผสมอาหารได้ อาหารหลายชนิดในท้องตลาดที่มีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามอยู่มาก ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ห้ามไม่ให้ใส่สีในอาหาร 17 ชนิด โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ต่อไปนี้

  1. ห้ามใส่สีผสมอาหารทุกชนิดในอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก

    ได้แก่ อาหารทารก นมดัดแปลงสำหรับทารกและเด็ก อาหารเสริมสำหรับเด็ก และอาหารที่ไม่จำเป็นต้องใส่สี หากใส่สีจะบดบังคุณภาพของอาหาร เช่น ผลไม้สดและผลไม้ดอง, ผักดอง, เนื้อสัตว์ปรุงแต่ง รมควัน หรือทำให้แห้ง เช่น ปลาแห้ง, กุ้งแห้ง และหอยแห้ง เป็นต้น เนื้อสัตว์ที่ปรุงแต่งและทำให้เค็มหรือหวาน เช่น ปลาเค็ม, กุ้งเค็ม, หอยเค็ม, เนื้อเค็ม, ปลาหวาน, กุ้งหวาน เป็นต้น แหนม, ไส้กรอก และกุนเชียง ลูกชิ้นและหมูยอ, ทอดมัน, กะปิ, ข้าวเกรียบทุกชนิด


  2. เนื้อสัตว์สดห้ามใส่สีทุกชนิด ยกเว้นเฉพาะขมิ้นและผงกะหรี่สำหรับไก่เท่านั้น


  3. อาหารบางประเภทให้ใส่สีได้ในกรณีที่จำเป็น แต่ต้องเป็นสีธรรมชาติ ได้แก่

    • เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่ย่าง, อบ, นึ่ง หรือทอด เช่น หมู, ไก่, เนื้อย่าง, อบ, นึ่ง

    • บะหมี่สำเร็จรูป, เส้นหมี่, หมี่ซั่ว, แผ่นเกี๊ยว, มักกะโรนี และสปาเก็ตตี้

    • น้ำพริกแกง
ส่วนอาหารที่อนุญาตให้ใส่สีผสมอาหารที่อนุญาตได้

ได้แก่ ลูกกวาด, เครื่องดื่ม, ไอศกรีม, ขนมหวาน ซึ่งบริโภคมากในกลุ่มผู้บริโภคเด็ก โดยกำหนดชนิดของสีที่อนุญาตและปริมาณจำกัด ดังนี้ สีปองโซ 4 อาร์ หรือสีบริลเลียนท์ บลู เอฟ ซี เอฟ ไม่เกิน 50 ม.ก./อาหารในลักษณะที่ใช้บริโภค 1 ก.ก. ส่วนสีเอโซรูบิน สีเออริโธรซีน สีตาร์ตราซีน สีซันเซ็ต เยลโลว์ เอฟ ซี เอฟ สีฟาสต์ กรีน เอฟ ซี เอฟ หรือ สีอินดิโกคาร์มีน (สีอินดิโกติน) ไม่เกิน 70 ม.ก./อาหารในลักษณะที่ใช้บริโภค 1 ก.ก.

อาหารกลุ่มอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว หากใส่สีผสมอาหารสังเคราะห์ ต้องเป็นสีชนิดและปริมาณจำกัด ดังนี้ สีปองโซ 4 อาร์ หรือสีบริลเลียนท์ บลู เอฟ ซี เอฟ ไม่เกิน 50 ม.ก./อาหารในลักษณะที่ใช้บริโภค 1 ก.ก., สีเอโซรูบิน สีเออริโธรซีน สีฟาสต์ กรีน เอฟ ซี เอฟ หรือ สีอินดิโกคาร์มีน ไม่เกิน 100 ม.ก./อาหารในลักษณะที่ใช้บริโภค 1 ก.ก. และ สีตาร์ตราซีน หรือ สีซันเซ็ต เยลโลว์ เอฟ ซี เอฟ ไม่เกิน 200 ม.ก./อาหารที่บริโภค 1 ก.ก.

อันตรายของสีสังเคราะห์ที่ห้ามใช้ในอาหาร

หากใช้สีผสมอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน สารเคมีจากสีสังเคราะห์อาจก่อให้เกิดก่อมะเร็งหรือเนื้องอกที่ระบบทางเดินอาหารและกระเพาะปัสสาวะ ขัดขวางการดูดซึมอาหาร และการหลั่งน้ำย่อย หรือเกิดพิษของโลหะหนักที่ปนเปื้อนในสีผสมอาหาร เช่น สารหนู, ตะกั่ว, แคดเมียม, ปรอท, โครเมียม เป็นต้น สารหนูสะสมได้ในอวัยวะต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อ, ผิวหนัง, กระดูก, ตับ, ไต ทำให้เกิดอาการเรื้อรัง เช่น อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ทางเดินอาหารผิดปกติ โลหิตจาง ในรายที่ได้รับปริมาณมากอาจเกิดอาการเฉียบพลัน เช่น ปากและโพรงจมูกแห้งไหม้เกรียม กล้ามเนื้อเกร็ง เพ้อคลั่ง หน้าบวม หนังตาบวม และทางเดินอาหารผิดปกติ ส่วนตะกั่วสะสมในเนื้อเยื่อ ส่งผลต่อระบบประสาทมีทั้งอาการเฉียบพลันและเรื้อรัง และอาจเสียชีวิตใน 1-2 วัน อาการพิษเรื้อรัง เช่น เหงือกสีม่วงคล้ำ มือตก เท้าตก อัมพาต ทางเดินอาหารผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน และชัก เป็นต้น

การเลือกใช้และบริโภคสีผสมอาหารอย่างปลอดภัย

ควรเลือกสีธรรมชาติหรือ สีผสมอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ทำปฏิกิริยากับอาหารและวัสดุห่อหุ้มอาหาร มีความคงตัวและสีคงทน ราคาไม่แพงเกินไป ใช้ง่าย และสะดวก หากใช้สีสังเคราะห์ใช้ปริมาณเท่าที่จำเป็นและไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ที่สำคัญควรอ่านฉลากอาหารก่อนซื้อสีผสมอาหารทุกครั้งและสังเกตว่าข้างขวดต้องมีตรา อย.และเลขทะเบียนอาหารรับรอง 13 หลัก หากไม่มีคำว่าสีผสมอาหาร ห้ามใช้ ดูว่าเป็นสีสังเคราะห์หรือสีธรรมชาติ ส่วนประกอบ วิธีใช้ และปริมาณที่แนะนำ และไม่ปรุงหรือเลือกอาหารที่สีฉูดฉาดเกินไป อีกทั้งภาชนะบรรจุอาหารต้องไม่มีสี ยกเว้นเป็นชั้นที่ไม่สัมผัสอาหาร หากทำได้เพียงเท่านี้ ท่านก็ลดสามารถความเสี่ยงจากการได้รับสารพิษจากสีผสมอาหารได้มากทีเดียว
ที่มาข้อมูล : สุขสาระฉบับที่ 34 ประจำเดือนตุลาคม 2549
จำนวนคนอ่าน 5356 คน

 
อานิสงฆ์การสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก
แผ่นดินไหว ภัยใกล้ตัว
รู้จัก "นาฬิกาชีวิต" กับสมดุลของร่างกาย
"เซี่ยวกาง" ยามผู้เฝ้ารักษาประตู
คติความเชื่อเรื่องการไหว้พระ 9 วัด
 
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved