ข่าวประจำวัน
เรื่องน่ารู้
เที่ยวทั่วกรุง
ศิลปะ - กีฬาฯ
Books
Person
นิทานและเกมส์
คำถามประจำวัน
 

 
หน้าแรก | ศิลปวัฒนธรรม - กีฬา
   

เทศกาลเช็งเม้ง
   
ประเพณีการไหว้บรรพบุรุษ ณ สุสานหลุมฝังศพ

"เทศกาลเช็งเม้ง" จัดขึ้นในช่วงเดือน 3 ตามปีปฏิทินของจีน โดยกำหนดให้ไหว้ภายในวันที่ 1-15 เดือน 3 ของจีน แต่ในประเทศไทยนั้น คนไทยเชื้อสายจีนนิยมไหว้กันในวันที่ 5 เมษายน บางบ้านก็ถือเอาวันดี หรือฤกษ์สะดวกในช่วงนั้นไปไหว้ก็ได้

ลูกหลานพร้อมหน้า

เทศกาลเช็งเม้งได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจื้อซึ่งสอนให้มีความกตัญญูต่อบุพการีทั้งที่มีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้ว จึงถือได้ว่าวันเช็งเม้งเป็นวันสำคัญของครอบครัวที่ลูกหลานมารวมตัวกันเพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่หลุมฝังศพ และเป็นโอกาสดีได้มาพบปะสังสรรค์ และพักผ่อนหย่อนใจไปด้วย

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ฮวงจุ้ยดีต้องมีภูเขาโอบล้อม

ตามธรรมเนียมของจีนปีหนึ่งมีการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ถึงแก่กรรม 3 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกได้แก่ วันเช็งเม้ง ครั้งที่ 2 ได้แก่ วันเซ่นไหว้ดวงวิญญาณ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 และครั้งที่ 3 ได้แก่ วันส่งเครื่องนุ่งห่มสำหรับฤดูหนาวไปให้ผู้ถึงแก่กรรม ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 แต่ชาวไทยเชื้อสายจีนส่วนใหญ่จะเซ่นไหว้บรรพบุรุษในคราวเดียวคือ วันเช็งเม้ง

เทศกาลเช็งเม้งนี้ บางครั้งก็เรียกว่าเทศกาลปัดกวาดฮวงซุ้ย หรือเทศกาลฤดูใบไม้ผลิของจีน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีบรรยากาศสดชื่น ธรรมชาติร่มเย็น และคำว่า "เช็งเม้ง" ก็แปลว่า แจ่มกระจ่าง จึงบ่งบอกถึงช่วงเวลาที่มีความสุขรื่นรมย์ แจ่มใส ได้เป็นอย่างดี

เมื่อถึงเทศกาลเช็งเม้ง ชาวจีนจะพาครอบครัวเดินทางมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษ สมาชิกครอบครัวที่แยกย้ายกันไปอยู่ที่ต่างๆ ก็จะกลับมาพบปะสังสรรค์กันอย่างมีความสุข สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาได้ก็จะเซ่นไหว้พอเป็นพิธี โดยหวังให้ภูติผีที่รับเครื่องเซ่นไหว้ของตนนำเครื่องเซ่นไหว้ไปให้บรรพบุรุษอีกต่อหนึ่ง

เมื่อถึงฮวงจุ้ยจะมีการเผากำยานต่างๆ กราบไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ และเผากระดาษเงิน นำต้นตะไคร้วางข้างฮวงซุ้ย เพื่อขับไล่ภูติผีปีศาจชั่วร้ายให้พ้นจากที่นั้น ทุกคนในครอบครัวจะช่วยกันทำความสะอาดฮวงซุ้ย ซ่อมแซมฮวงซุ้ยส่วนที่เสียหายให้อยู่ในสภาพดี พร้อมทั้งตกแต่งประดับต้นไม้ให้สวยงาม
(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ทองแท่งและเงินเหรียญ

ก่อนกลับจะนำกระดาษเงินสำหรับไหว้วางคลุมฮวงซุ้ย แล้วเอาก้อนดินทับไว้กันลมพัดปลิวไป การทำเช่นนี้เพื่อเป็นเครื่องแสดงว่า ได้มาเคารพบรรพบุรุษ ณ ฮวงซุ้ย แห่งนี้แล้วนั่นเอง ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีตำนานความเป็นมากล่าวไว้ว่า

"มีจักรพรรดิ์องค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า ถังเกาสือ ได้ออกไปทำศึกสงครามเพื่อรักษาราชบัลลังก์ไว้ เมื่อกลับมาพบว่าพระมารดาได้สิ้นชีวิตแล้ว ในระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่ ทั้งไม่รู้ด้วยว่าศพฝังไว้ที่ไหน พระองค์เสียพระทัยมากจึงนำเงินเต็มกำมือโยนขึ้นในอากาศ พร้อมกับสวดมนต์อธิษฐานให้พระเจ้าช่วยพาเงินนั้นไปให้แก่ดวงวิญญาณพระมารดาของพระองค์ด้วย ทันใดนั้นลมก็พัดพาเงินไปตกบนหลุมฝังศพแห่งหนึ่ง พระองค์จึงทรงได้พบกับที่ฝังศพพระมารดาสมประสงค์"

◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊

การไปในพิธีศพนั้น โดยปกติถือเป็นเรื่องโศกเศร้า แต่เทศกาลเช็งเม้งถือเป็นการรื่นเริงและพักผ่อนไปด้วย สมัยโบราณถือว่าเป็นเทศกาลของความรักด้วย เพราะบรรดาสาวๆ ชาวจีนต้องอยู่กับเหย้าเฝ้าเรือน เทศกาลนี้จึงเป็นโอกาสที่ทำให้พวกเธอได้ออกมาพบปะพูดคุยกับหนุ่มๆ ในสถานที่ต่างๆ รวมทั้งที่โรงงิ้วก็จัดฉลองในวันนี้ด้วย โดยเรื่องที่นิยมนำมาแสดงคือ เรื่อง "พบกันเมื่อดอกท้อเริ่มแย้ม" มีเค้าเรื่องว่า

"ในสมัยราชวงศ์ถัง มีนักศึกษาหนุ่มชื่อ ซุ่ยฮู ได้ออกไปพักผ่อนในเทศกาลเช็งเม้งที่ชนบท ในระหว่างนั้นเขารู้สึกกระหายน้ำอย่างมาก จึงเดินเข้าไปในดงดอกท้อ พบกระท่อมหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง มีหญิงสาวยิ้มให้กับเขาแล้วเอาน้ำชามาให้เขาดื่ม หลังจากนั้นซุ่ยฮู ก็อำลาหญิงสาวกลับไปศึกษาต่อ

ซุ่ยฮูคร่ำเคร่งอยู่กับตำราเรียนจนลืมหญิงสาวน้ำใจงามผู้นั้น จนกระทั่งถึงเทศกาลเช็งเม้งอีกปีหนึ่ง ขณะที่อ่านหนังสือสายตาเขามองไปที่สนามเห็นดอกท้อกำลังผลิดอก ทำให้นึกถึงหญิงสาวเจ้าของกระท่อมน้อยขึ้นมาได้ ซุ่ยฮูจึงรีบไปที่กระท่อมอีกครั้ง แต่เมื่อไปถึงก็ไม่พบหญิงสาวผู้นั้นเสียแล้ว ประตูปิดสนิทและเงียบ

เขาไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงได้เอาพู่กันขึ้นมาเขียนข้อความไว้บนบานประตูว่า "วันนี้เมื่อปีที่แล้ว ดรุณีนางหนึ่งยืนตรงประตูนี้ หญิงสาวผู้น่ารักราวกับดอกท้อ พระพายดูเหมือนว่ายังสรวลระริกรี้ในหมู่แมกไม้ แต่ว่าสาวเจ้าแห่งเดือนเมษายนได้หายลับไปเสียแล้ว ข้าเองก็หารู้ไม่ว่านางอยู่ ณ แห่งใด..."

เมื่อเขียนข้อความเสร็จแล้ว ซุ่ยฮูก็กลับไปด้วยความผิดหวัง หลังจากนั้นอีก 3 วัน เขากลับมาที่กระท่อมอีกอย่างคนที่ปวดร้าวหัวใจ แต่หนนี้เขาผลักประตูเข้าไปได้และพบชายชรายื่นหน้าออกมาถามว่า เขาชื่อซุ่ยฮูใช่หรือไม่ เมื่อเขาตอบว่าใช่ ชายชราแสดงอาการโกรธแค้นมาก และกล่าวหาว่าชายหนุ่มเป็นผู้ฆ่าลูกสาวเขา

เมื่อซุ่ยฮูทำท่าไม่เข้าใจ ชายชราจึงเล่าให้ฟังว่า ลูกสาวของเขาหลงรักซุ่ยฮูตั้งแต่แรกที่พบในวันเช็งเม้งเมื่อปีที่แล้ว หลังจากนั้นนางเฝ้ารอคอยเขาทุกวัน เพื่อหวังที่จะเห็นเขากลับมา แต่เมื่อคอยแล้วคอยเล่าก็ไม่ได้พบ นางเศร้าโศกเสียใจไม่เป็นอันกินอันนอน ครั้นเมื่อนางได้อ่านข้อความที่ซุ่ยฮูเขียนไว้ นางยิ่งเสียใจมากขึ้นเพราะคิดว่านางจะไม่ได้เป็นคู่ครองของเขาเสียแล้ว จึงหมดอาลัยตายอยากในชีวิต

ซุ่ยฮูได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปหาหญิงสาวที่เขาคิดถึงและเป็นห่วงในห้องนอน พบเธอนอนหลับตาอยู่มุมห้อง หายใจไม่ปกติ เขาจึงคุกเข่าลงข้างนางแล้วกระซิบว่าตัวเขาซุ่ยฮูได้กลับมาแล้ว และจะไม่ยอมจากไปอีกเป็นอันขาด เมื่อนางลืมตาเห็นซุ่ยฮูนางดีใจเป็นที่สุด ทำให้อาการเจ็บไข้หายเป็นปลิดทิ้ง แล้วทั้งสองจึงได้แต่งงานอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข"

◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊

ตามประวัติแล้วการจัดงานฉลองเทศกาลเช็งเม้งได้เริ่มขึ้นเมื่อปีค.ศ.353 ที่ริมฝั่งกล้วยไม้ใกล้กับเชา ซิง ในจังหวัดซีเกียง เมื่อวันขึ้น 3 ค่ำ ของเดือน 3 โดยนักศึกษาชื่อ หวางสี่ฉี ได้เชิญกวีนักประพันธ์และจิตรกรรวม 41 คน ไปพักผ่อนที่ริมลำธารสงบเงียบแห่งหนึ่ง เพื่อสนทนาและเล่นแข่งขันเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการเอาสุราใส่ถ้วยบางๆ ลอยน้ำ เมื่อถ้วยสุราไปชนฝั่งใกล้คนไหนสุด คนนั้นต้องดื่มสุราและเขียนกลอนบทหนึ่ง


ต่อมาเมื่อหวางสี่ฉีถึงแก่กรรม ต้นฉบับบทกวีนิพนธ์ที่เขารวบรวมไว้ และเรียกชื่อว่า "คำนำอาศรมกล้วยไม้" ได้ตกทอดไปหลายมือ จนสุดท้ายอยู่ที่ เพี้ยน ส่าอี๋

ในสมัยนั้นจักรพรรดิ์ของจีน คือ ถังไต้ซุง ซึ่งโปรดการเก็บสะสมข้อเขียนลายมือยิ่งนัก พระองค์ทรงทราบถึงกิตติศัพท์ของความงามกวีนิพนธ์คำนำอาศรมกล้วยไม้ ทรงมีพระประสงค์อยากจะได้ พระองค์เพียรขอซื้อจากเพี้ยน ส่าอี๋ ถึง 3 ครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ จนในที่สุดแล้วก็ตกมาอยู่กับจักรพรรดิ์ถังไต้ซุงจนได้ เมื่ออาลักษณ์ของพระองค์มอมเหล้า เพี้ยน ส่าอี๋ จนหลับใหลหมดสติและได้ขโมยรวมบทกวีนิพนธ์ที่เขียนโดยหวาง สี่ฉี ไปถวายจักรพรรดิ์

ตามที่กล่าวมาจึงเป็นที่มาของเทศกาลเช็งเม้ง พร้อมกับที่มีคำกล่าวทำนองเปรียบเทียบว่า แม้ฮวงซุ้ยของศพสามัญชนจะไม่หรูหรามั่งคั่งเหมือนฮวงซุ้ยของจักรพรรดิ์ถังไต้ซุง แต่ทุกฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษของเขา ก็มีความหมายเป็นพิเศษ กล่าวคือ เมื่อถึงเทศกาลเช็งเม้ง พวกเขาจะพาครอบครัวไปเคารพเซ่นไหว้บรรพบุรุษเป็นประจำทุกปีนั่นเอง

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ธนบัตรสำหรับเผาส่งให้บรรพบุรุษมีตั้งแต่ 20 บาทไปจนถึง100 ล้านบาท

เครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ประกอบด้วยอาหารคาว ซาแซ (ของไหว้ 3 อย่าง ได้แก่ ไก่ ปลาหมึกแห้ง หมู) ส่วนขนมหวาน เช่น ขนมสาลี่ ซาลาเปา สื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง เฟื่องฟู เช่นลักษณะของขนม และในเทศกาลเช็งเม้งจะนิยมไหว้ขนมจูชังเปี้ยหรือขนมเปี๊ยะกรอบด้วย ผลไม้ที่นำไปไหว้มักจะให้มีชื่อเป็นมงคล อาจใช้ผลไม้ 5 อย่างหรือ 7 อย่าง

เครื่องเซ่นไหว้จะจัดตามฐานะของแต่ละครอบครัว แต่สิ่งที่ต้องมี คือ เงิ่งเตี๋ยหรือกระดาษไหว้เจ้า กิมจั๊วหรือกระดาษไหว้วิญญาณ ธูปเทียน เสื้อผ้าของใช้และเงินทองที่เป็นกระดาษ เพื่อเผาส่งไปให้บรรพบุรุษ

บางครอบครัวอาจมีหอยแครงลวกไปเซ่นไหว้ด้วย และกินหอยแครงลวกกันที่ฮวงซุ้ยนั้น ส่วนเปลือกหอยที่เหลือโปรยไว้บนเนินดิน

ธรรมเนียมการไหว้หอยแครงลวกนี้ มีที่มาจากตำนานของ 1 ใน 24 ลูกกตัญญูที่ขึ้นชื่อของจีน เป็นลูกกตัญญูที่เกิดมากำพร้าทั้งพ่อและแม่ มีฐานะยากจน แต่สุดท้ายสามารถตั้งตัวได้กลายเป็นผู้มีอันจะกิน ด้วยความที่กำพร้าไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่เลย ชายหนุ่มจึงได้ไหว้เจ้าอธิษฐานขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตลอดมา หวังที่จะได้พบหน้าบุพการีสักครั้ง

เผาใบเบิกทาง
ในวันหนึ่ง มีเจ้ามาเข้าฝันว่าเวลาไปไหว้เช็งเม้งให้เขานำเอาหอยแครงลวกไปไหว้พ่อแม่ แล้วแกะเนื้อออกกินตรงฮวงซุ้ยนั้น ซึ่งมีคำภาษาจีนว่า "กุ๊กเน้กเซียงเกี่ยง"

กุ๊กแปลว่ากระดูก
เน้กแปลว่าเนื้อ
เซี่ยงเกี่ยงแปลว่าเจอกัน



ทั้งประโยคแปลได้ว่า ให้กระดูกเนื้อเจอกัน จึงเป็นเคล็ดว่า เมื่อเอาหอยแคลงลวกไปไหว้ต้องแกะเปลือกเอา "เนื้อ" ออกมากิน จึงจะเกิดการ "กระดูกเนื้อเจอกัน" กระดูกคือพ่อแม่ เนื้อคือลูก อุปมาอุปไมยว่า พ่อแม่ลูกได้เจอกันนั่นเอง

ตกกลางคืนชายหนุ่มจึงฝันว่าพ่อแม่ได้มาหา พร้อมทำนายโชคชะตาว่าเขาจะก้าวหน้าร่ำรวยและโชคดีมีความสุขจากการที่เป็นลูกกตัญญู จึงกลายเป็นธรรมเนียมเอาหอยแครงไปไหว้เช็งเม้งสืบมา

อุปกรณ์ที่ต้องใช้จัดวางอยู่เหนืออาหารและอยู่ใกล้กับหินฝั่งศพ

  1. ตะเกียบหนึ่งชุด

  2. แก้วไวท์แบบจีน 3 แก้ว
◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊

การไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสานนั้น ต้องไหว้ในช่วงเช้าก่อนเวลา 12.00 น. เมื่อไปถึงสุสานให้ไหว้ศาลเจ้าที่แป๊ะกงเสียก่อนด้วยอาหารคาวหวาน ผลไม้ ขนมอี๋ 5 ที่ 5 ถ้วย เพราะการไหว้เจ้าที่คือการไหว้ธาตุทั้ง 5 โดยจุดธูปไหว้ 5 ดอก บางแห่งมีไหว้เจ้าประตูหรือที่เรียกกันว่า “มึ่งซิ้ง” ต้องไหว้ธูปเพิ่มอีก 2 ดอก ปักที่เสาประตูข้างละดอก

จากนั้นจึงไปที่ฮวงซุ้ย ทำความสะอาดปัดกวาด ดายหญ้า ปลูกต้นไม้ดอกไม้ อาจลงสีที่ป้ายชื่อให้ดูใหม่ และกางเต็นท์ไว้กันแดด ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้เมื่อถึงเทศกาลเช็งเม้งจะมีคนมาคอยบริการให้ โดยเสียค่าบริการเท่านั้น

นอกจากนี้ มีธรรมเนียมการนำสายรุ้งมาประดับตกแต่งบนเนินหลุมศพด้วย ถ้าเป็นการไหว้ปีแรกจะใช้สายรุ้งสีแดงโดยเฉพาะ ปีต่อๆ มาจึงใช้หลากหลายสี บรรดาลูกหลานจะนำสายรุ้งสีสันต่างๆ รวมทั้งธงมาตกแต่งเต็มไปหมด เรื่องธงนี้บ้างบ้านก็ห้ามปักกัน เพราะถือว่าเป็นของแหลมที่ทิ่มแทงเข้าไปบนหลุม อาจทำให้หลังคาบ้านบรรพบุรุษรั่วได้ ซึ่งก็เป็นความเชื่อของแต่ละคน

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
จุดประทับก่อนลากลับ

หลังจากนั้นจึงจัดเตรียมของเซ่นไหว้ ในการไหว้ต้องไหว้เทพยดาผืนดิน หรือโท้วตี่ซิ้ง เสียก่อน ด้วยธูป 5 ดอก เพราะถือว่าท่านเป็นเทพเจ้าที่ ของไหว้จะเหมือนกับที่ไหว้แป๊ะกง ต่อมาผู้อาวุโสในบ้านจะเป็นผู้นำกราบไหว้ ด้วยการจุดธูป 3 ดอกไหว้บรรพบุรุษ และต้องไหว้ 3 รอบ (เฉพาะบรรพบุรุษ) รอจนไหว้ครั้งที่ 3 แล้ว จึงเผากระดาษเงินกระดาษทอง และมีการจุดประทัดส่งท้าย ถือเป็นการขับไล่สิ่งไม่ดีทั้งหลายไม่ให้มารบกวนบรรพบุรุษ

เมื่อเสร็จพิธีไหว้แล้ว บางครอบครัวอาจรับประทานอาหารร่วมกันที่หน้าหลุมศพ เสมือนเป็นการรับประทานอาหารพร้อมหน้ากับบรรพบุรุษด้วย สะท้อนความเชื่อที่ว่า คนตายนั้นตายไปเพียงร่างแต่วิญญาณยังคงอยู่กับเรา

ชาวไทยเชื้อสายจีนเชื่อกันว่าการเซ่นไหว้บรรพบุรุษในเทศกาลเช็งเม้ง จะส่งผลให้มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ประกอบการงานสิ่งใดราบรื่นและมีความมั่งคั่งร่ำรวย แต่ในปัจจุบันพิธีการฝังศพแบบจีนนี้มีแนวโน้มเปลี่ยนเป็นการเผาศพแบบไทยเป็นส่วนมากแล้ว อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจที่บีบรัด ทำให้หลายครอบครัวจำเป็นต้องตัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปไหว้เช็งเม้งลงบ้าง เช่น ลดปริมาณของเซ่นไหว้ บางครอบครัวอาจตั้งโต๊ะจัดของเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่หิ้งบูชาซึ่งอยู่ที่บ้านเท่านั้น

ที่มาข้อมูล : ประยงค์ อนันทวงศ์. หนังสือแลหลังจีน : สำนักพิมพ์รวมสาส์น.
จิตรา ก่อนันทเกียรติ. หนังสือ "ตึ่งหนั่งเกี้ย" หน้า 55-67.
จำนวนคนอ่าน 10211 คน

 
ขันหมากเบ็ง
ขันโตก
"สมณศักดิ์" ของพระสงฆ์ไทย
"บุญคูณลาน" สู่ขวัญข้าวชาวอีสาน
ความหมายที่แท้จริงของคำว่า "บุญ"
 
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved