ข่าวประจำวัน
เรื่องน่ารู้
เที่ยวทั่วกรุง
ศิลปะ - กีฬาฯ
Books
Person
นิทานและเกมส์
คำถามประจำวัน
 

 
หน้าแรก | เรื่องน่ารู้
   

"โมโรเฮยะ" ผักพระราชา เพื่อสุขภาพคนเดินดิน
   
มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า... ครั้งหนึ่งพระราชาแห่งอียิปต์ประชวรอย่างหนัก เสวยยาชนิดใดอาการก็ไม่ทรงทุเลา กระทั่งมีชายนิรนามท่านนายหนึ่งนำซุปที่ทำจากผักชนิดหนึ่งมาถวาย เมื่อพระราชาเสวยซุปผักชนิดนี้อาการก็ดีขึ้น จึงเสวยซุบผักชนิดนี้เป็นประจำไม่นานก็ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ขึ้น ต่อมาผักชนิดนี้จึงถูกขนานนามว่า “โมโรเฮยะ” แปลว่า ผักพระราชานั่นเอง

ผักโมโรเฮยะเป็นที่รู้จักทั่วไปในประเทศอียิปต์ตั้งแต่สมัยโบราณ แพร่กระจายไปพร้อมกับการตำนานเรื่องเล่าดังกล่าว ซึ่งชาวอียิปต์ต่างก็ศรัทธาและเชื่อกันว่าวิธีปรุงอาหารโมโรเฮยะได้ถูกบันทึกไว้บนผนังหลุมฝังพระศพของกษัตริย์ฟาโรห์ และยังเชื่อกันว่าพระนางคลีโอพัตรา ราชินิอียิปต์โบราณผู้เลอโฉมบำรุงความงามของพระองค์ด้วยผักโมโรเฮยะ

ตำนานและความเชื่อดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนคือ ชาวอียิปต์โบราณตระหนักในคุณค่าของผักชนิดนี้อย่างยิ่ง มีความรักและศรัทธา กระทั่งเรียกขานกันว่าเป็นผักพระราชา

โมโรเฮยะเป็นผักที่มีพลังชีวิตทรหดแม้ในสภาพที่โหดร้าย อย่างพายุแรงๆ หรือแสงแดดแผดร้อน แต่เดิมโมโรเฮยะเป็นพืชป่า ถูกจัดอยู่ในพืชใบแฝดกลุ่มเดียวกับปอ มีลักษณะคล้ายปอกระเจา เจริญเติบโตได้เร็วมากไม่ถึงครึ่งปีก็สูงประมาณ 2 เมตร เพาะปลูกได้ง่าย

ส่วนที่นำมาใช้ในการประกอบอาหาร คือ ใบ ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารสูง ในอดีตนำมาใช้เป็นเครื่องเทศและยาถอนพิษ ปัจจุบันใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆ ที่เกิดตามบริเวณผิวหนัง ในช่วงฤดูร้อนนิยมเด็ดใบสดมาประกอบอาหารในครัวเรือน ส่วนในช่วงฤดูหนาวนิยมเอาใบที่ร่วงมาตากแห้งและเก็บไว้ใช้ประโยชน์ต่อไป

สำหรับใบของโมโรเฮยะที่สับจนละเอียดนั้น ชาวอียิปต์นิยมนำมาทำซุปข้นทานกันในครอบครัว ผักโมโรเฮยะถือเป็นผักที่มีแพร่หลายแถบชายฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นผักที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ที่ประเทศไทย ผักโมโรเฮยะกำลังเป็นที่รู้จัก

ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีไร่ปลูกผักโมโรเฮยะ ซึ่งทำการปลูกด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ปลอดภัยจากสารเคมี ไร่ธรรมชาตินี้ดำเนินการมากว่า 5 ปีแล้ว โดย “โช โอกะ” ชาวญี่ปุ่น ประธานบริษัท ฮาร์โมนี ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้นำเข้ามาปลูกจากประเทศญี่ปุ่น

โช โอกะ เปิดเผยว่า อยู่ที่ประเทศไทยกว่า 10 ปีแล้ว ครั้งแรกหลังเรียนจบการประมงจากญี่ปุ่น ทางบริษัทส่งเข้ามาทำงานที่ประเทศไทย โดยความชอบส่วนตัว โช โอกะ สนใจเรื่องธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับเรื่องพืชผักปลอดสาร เขาบอกว่า “ชอบเมืองไทย รักอัธยาศัยของคนไทย” ด้วยเหตุที่มีความสนใจเรื่องธรรมชาติและเกษตรปลอดสารเป็นทุนเดิม จึงอยากให้คนไทยได้ทานอาหารที่มีคุณค่า

“ที่ญี่ปุ่น ผักโมโรเฮยะได้รับความนิยมมาก เป็นที่ต้องการของคนที่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งเพิ่งจะเป็นที่รู้จักเมื่อประมาณ 10 กว่าปีมานี่เอง เดิมนั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยทาคุโชกุชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งเคยไปอยู่ที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์มา 7 ปี เขารู้ว่าผักโมโรเฮยะมีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมาก เมื่อกลับมาที่ญี่ปุ่นจึงได้เอาผักโมโรเฮยะเข้ามา และร่วมมือกับเพื่อนอาจารย์วิจัยคุณค่าทางอาหาร และหาวิธีแพร่พันธุ์ที่เหมาะสม จนโมโรเฮยะแพร่หลาย ผมอยากให้คนไทยรู้จักกับโมโรเฮยะ และได้รับประโยชน์จากผักนี้จึงนำเข้ามาปลูกที่ไร่ปลอดสาร”

ผักโมโรเฮยะจากไร่แห่งนี้จะผ่านกรรมวิธีเพื่อผลิตเป็นอาหารเพื่อสุขภาพหลากหลายประเภท อาทิ บะหมี่ผักโมโรเฮยะที่ได้รับความนิยมในร้านสุกี้ยี่ห้อดัง คุกกี้ผักโมโรเฮยะ ผงโมโรเฮยะสำหรับทำอาหารและเครื่องดื่ม หรือจะใช้ใบโมโรเฮยะปรุงเป็นอาหารชนิดต่างๆ ก็ได้ เช่น โมโรเฮยะสลัดผักรวม แกงจืดหมูสับโมโรเฮยะ ผัดผักโมโรเฮยะ เป็นต้น

โช โอกะ อธิบายกรรมวิธีการทำบะหมี่ผักว่า ใช้การผลิตที่สะอาด ถูกหลักอนามัย มีส่วนประกอบของผงผักโมโรเฮยะ และบะหมี่ผักโมโรเฮยะจะใช้การอบ ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าการทอดเหมือนบะหมี่ทั่วไปในท้องตลาด จึงปราศจากน้ำมัน สารกันบูด ผงชูรส และสีสังเคราะห์ ไม่มีส่วนผสมของไข่จึงทานเป็นอาหารเจได้

โมโรเฮยะเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเบต้า - แคโรทีนและเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยในเรื่องการป้องกันมะเร็งและโรคในผู้สูงอายุได้ดี ทั้งยังมีแคลเซียมมากไม่แพ้ผักชนิดอื่น และยังอุดมไปด้วยวิตามินชนิดต่างๆ

ดังนั้น ผักโมโรเฮยะถือเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ แม้ได้ชื่อว่าเป็นผักพระราชา แต่ก็เป็นผักเพื่อคนเดินดินกินข้าวแกง อย่างเราๆ ท่านๆ ที่ใส่ใจกับสุขภาพได้ดีมีประโยชน์ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผักโมโรเฮยะมีวางขายตามท้องตลาดทั่วไป และหากท่านใดสนใจอยากเข้าเยี่ยมชมไร่ปลอดสารที่ปากช่อง โช โอกะ เชิญชวนทุกท่านเข้าเยี่ยมชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเขาต้องการให้มีการศึกษาเรื่องนี้ให้มาก โดยเฉพาะกับเยาวชนในเมืองที่อยากให้ไปสัมผัสธรรมชาติ ลองใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ บริโภคอาหารที่ไม่ต้องดัดแปลง ปรุงแต่ง และใส่สารเคมีที่มีพิษต่อร่างกายมากเกินไป
ที่มาข้อมูล : ผู้จัดการออนไลน์
จำนวนคนอ่าน 1525 คน

 
อานิสงฆ์การสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก
แผ่นดินไหว ภัยใกล้ตัว
รู้จัก "นาฬิกาชีวิต" กับสมดุลของร่างกาย
"เซี่ยวกาง" ยามผู้เฝ้ารักษาประตู
คติความเชื่อเรื่องการไหว้พระ 9 วัด
 
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved