ข่าวประจำวัน
เรื่องน่ารู้
เที่ยวทั่วกรุง
ศิลปะ - กีฬาฯ
Books
Person
นิทานและเกมส์
คำถามประจำวัน
 

 
หน้าแรก | เรื่องน่ารู้
   

"รถกันกระสุน" พาหนะคู่ใจของบุคคลสำคัญ
   

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่พบเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์กันบ่อยๆ ทำให้บุคคลที่ต้องตกอยู่ในอันตรายมีความตื่นตัวในเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งความปลอดภัยนั้นก็จะเกี่ยวข้องกับสิ่งใกล้ตัวอย่างรถยนต์ พาหนะที่จำเป็นในชีวิตประจำวันที่ต้องมีระบบความปลอดภัยให้กับเจ้าของ นั่นคือจากรถยนต์ธรรมดาก็เป็นรถยนต์กันกระสุน

สำหรับหน้าตาภายนอกของรถกันกระสุนจะไม่แตกต่างจากรถทั่วๆ ไป เนื่องจากไม่ต้องการให้คนภายนอกได้รู้ว่านี่คือรถกันกระสุน!! ตลาดใหญ่ที่สุด คือ ตะวันออกกลาง ส่วนหนึ่งเพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง แม้ว่าข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับตัวเลขการขายจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากเป็นความลับ แต่ก็มีผู้ที่รวบรวมออกมา แม้อาจจะไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง 100% แต่ก็พอจะเชื่อถือได้บ้าง ซึ่งตัวเลขข้างต้นนี้ เป็นการรวบรวมในเวบไซต์ วิซิท บัลแกเรีย



ในเมืองไทยรถกันกระสุนมีตลาดอยู่จำนวนหนึ่งไม่มากนัก และมี 2 รูปแบบ คือรถนำเข้าจากต่างประเทศ กับรถที่ส่งให้ผู้ประกอบการในประเทศเป็นผู้ดัดแปลงเสริมระบบป้องกันเข้าไป อย่างไรก็ตาม รถกันกระสุนนั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนที่มีความต้องการ มีเงินพอแล้วจะซื้อได้ เพราะะจะต้องขออนุญาตจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเสียก่อน เพื่อป้องกันปัญหาคนซื้อเอาไปใช้ในทางที่ผิด ไม่ได้ใช้เพื่อปกป้องตนเอง

ผู้ที่ใช้รถกันกระสุนก็จะประกอบไปด้วยบุคคลสำคัญ ทูตประเทศต่างๆ หน่วยงานราชการบางแห่ง หรือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบความปลอดภัย เช่น รถขนเงิน เป็นต้น โดยระดับความสามารถในการป้องกันก็จะแตกต่างกันไปตามความต้องการ ตั้งแต่ป้องกันการทุบ การยิงด้วยอาวุธปืนขนาดเล็ก ไปจนกระทั่วอาวุธสงคราม ระเบิด หรือว่าจรวด



รถขนเงิน เป็นรถที่ต้องมีระบบความปลอดภัย
คำตอบก็คือ ไม่รู้ ตลาดรถกันกระสุนจะเป็นความลับระดับสุดยอดของผู้ขาย โดยจะไม่เปิดเผยข้อมูลต่างๆ ในทุกๆ ด้าน เช่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) 1 ใน 2 บริษัทที่มีรถกันกระสุนจำหน่ายในไทยขณะนี้ ให้ข้อมูลว่า เนื่องจากรถกลุ่มนี้เป็นรถพิเศษ และมีรายละเอียดทางเทคนิคจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ที่จะขายและให้ข้อมูลกับลูกค้าโดยตรงคือบริษัทแม่ โดยบริษัทมีหน้าที่เพียงแค่เป็นตัวกลางในการประสานงานให้ 2 ฝ่ายเท่านั้น ขณะที่งานบริการหลังการขายบริษัทจะดูแลในส่วนพื้นฐานเช่นเครื่องยนต์ เป็นต้น

และข้อมูลที่ว่าใครเป็นผู้ซื้อจะไม่ได้รับการเปิดเผยออกมาจากบริษัทแต่อย่างใดทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังรวมถึงข้อมูลเรื่องของราคาจำหน่าย ยอดขาย และระดับการป้องกัน เรื่องของตัวลูกค้า แน่นอนว่าเป็นความลับ เป็นเรื่องส่วนตัวที่จะไม่บอกให้รู้ว่าใครใช้รถกันกระสุน แต่ราคาจำหน่าย ยอดขาย และระดับการป้องกัน ทำไมจึงต้องเป็นความลับด้วย

ยอดขายที่เป็นความลับ เพราะไม่ต้องการให้รู้ว่าปีๆ หนึ่ง มีรถประเภทนี้เข้ามาในเมืองไทยกี่คัน ส่วนระดับการป้องกัน ซึ่งปกติรถโมเดลหนึ่ง ก็จะทำออกมาในระดับการป้องกันที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ความจำเป็นที่ลูกค้าคิดว่าเพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น หากมีข้อมูลหลุดออกไปว่า "ขณะนี้จี-คลาส กันกระสุนระดับ 5 เข้ามาเมืองไทย" ทางผู้คิดร้ายก็จะสามารถกำหนดแผนการของตนเองได้ว่า การจะไปไล่ยิงหรือไล่ถล่มรถคันนั้นๆ ควรจะต้องเตรียมอาวุธใดๆไปบ้าง

ระดับราคาก็เช่นกัน การไม่บอกระดับการป้องกัน แต่ถ้ามีข้อมูลเรื่องของราคาจำหน่าย ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะคาดเดาได้ ลองเดาเล่นๆ อย่าง เบนซ์ เอส 600 ต่างประเทศขายปรมาณ 3.5 แสนเหรียญหสรัฐ เป็นเงินไทยประมาณ 12 ล้านบาท ถ้านำเข้าประเทศบวกภาษีต่ำๆ 300% ก็น่าจะราวๆ 40 ล้านบาท

สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ปัจจุบันมีรถกันกระสุน 3 รุ่น คือ อี-คลาส รถที่เหมาะกับการป้องกันการลักพาตัว หรืออาชญากรรมตามท้องถนน อีก 2 รุ่นคือ เอส-คลาส และจี-คลาส ที่มีระบบการป้องกันการโจมตีได้มากกว่า เหมาะสำหรับนักการเมือง หรือบุคคลสำคัญระดับประเทศ

รถที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้อยู่ในขณะนี้ เป็น เอส-คลาส แต่เป็นรุ่นเก่าคือ รหัส V220 ส่วนโฉมปัจจุบันนั้นรหัส V221 ซึ่งเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อช่วงปลายปี 51 ที่ผ่านมา โดยสามารถป้องกันการโจมตีได้ระดับสูงสุดเรียกว่า "highest protection level ที่ B6/B7" ซึ่งสามารถกันอาวุธหนัก เช่น ปืนไรเฟิล ปืนกลมือ ระเบิดมือ เป็นต้น

อีกยี่ห้อหนึ่งที่มีรถจำหน่าย และเป็นในรูปแบบเดียวกันก็คือ เป็นผู้ประสานงานระหว่างลูกค้ากับบริษัทแม่ก็คือ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ซึ่งล่าสุดที่มิวนิค เปิดตัวรถกันกระสุนรุ่นใหม่ล่าสุด และเป็นครั้งแรกที่ผลิตจากโรงงานโดยตรง นั่นคือ X5 Security Plus มาตรฐานการกันกระสุนระดับ 6 รับมืออาวุธหนัก เช่น ปืนกลมือ AK 47 ได้ ซึ่งรถรูปแบบเอสยูวีเช่นนี้น่าจะเหมาะกับประเทศที่มีม็อบดุๆ เพราะสามารถเพิ่มเส้นทางหนีได้ เช่น ปีนข้ามเกาะกลางถนน หรือฟุตบาทได้ ไม่เหมือนรถเก๋ง



สำหรับรายละเอียดแท้ๆ ของรถประเภทนี้ อาจจะไม่มีการเผยแพร่มากนัก เหตุผลก็เช่นเดิมเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า แต่ทั้งนี้หลักการผลิตไม่แตกต่างกันมากนัก อาจจะต่างกันในเรื่องของวัสดุบางตัว หรือการออกแบบตำแหน่งติดตั้งต่างๆ

หลักการทั่วไปในการผลิตก็คือ การเสริมเหล็กเหนียวพิเศษ (หรือวัสดุอื่น) ที่ตัวถัง ทั้งด้านข้าง หลังคา ใต้ท้องรถ ถังน้ำมันชนิดพิเศษ กันระเบิด และมีระบบซ่อมรอยรั่วอัตโนมัติ กระจกนิรภัยหนาเป็นพิเศษมากกว่า 1 นิ้วขึ้นไป รอยต่อ และร่องต่างๆ เช่น รอยต่อตัวถัง หรือร่องประตู จะต้องผ่านการซีลแบบพิเศษ ป้องกันการการทะลุทะลวงของกระสุน และการโจมตีด้วยแก๊สพิษ

นอกจากนี้ บางรุ่นยังทำเป็น 2 ชั้น คือด้านในมีกระจกกั้นอีกชั้นหนึ่ง คล้ายๆ กับแท็กซี่ในต่างประเทศ ขณะที่ยางก็จะต้องใช้ยางที่ออกแบบมาพิเศษ บางรุ่นมีช่องเก็บลมหลายช่อง หากช่องหนึ่งช่องใดถูกยิงถูกเจาะทะลวงได้ ก็ยังเหลือช่องอื่นให้วิ่งต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง ซึ่งยางแต่ละเส้นมีมูลค่านับแสนบาท แต่ใช้งานได้หลักหมื่น กม.ต้นๆ ก็ต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมหาศาล กล่าวคือ กว่า 2 เท่าตัวของรถปกติ อย่างเช่น เอส-คลาส ใหม่ มีน้ำหนักตัวมากกว่า 4 ตัน

นอกจากความแข็งแรงของโครงสร้างตัวถัง กระจกแล้ว สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีสำหรับรถประเภทนี้ก็คือ ระบบสื่อสารที่สามารถติดต่อกับภายนอกได้โดยไม่ต้องเปิดประตูหรือหน้าต่าง ระบบล็อคและเตือนภัยในสถานการณ์คับขัน อุปกรณ์ดับไฟ และถังออกซิเจน ระบบ emergency system รอบคัน เช่น ระบบแอร์จะมี sensor ตรวจจับควัน และแก๊สน้ำตา ระบบจะปิดอากาศเข้าทั้งหมดและจะทำงานให้อากาศหมุนเวียนภายในเอง



เครื่องยนต์เป็นหัวใจหลักที่สำคัญของรถกลุ่มนี้ เพราะต้องอาศัยความคล่องตัวมาก อีกทั้งต้องแบกรับน้ำหนักที่มากเป็นพิเศษให้ได้ รถรุ่นล่าสุดของบีเอ็มดับเบิลยูอย่าง X5 Security Plus ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 355 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 475 นิวตัน-เมตรที่ 3,400 รอบ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ xDrive อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 8.2 วินาที

ส่วนเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส 600 การ์ด ใช้เครื่องยนต์ วี 12 ขนาด 5.5 ลิตร ให้กำลัง 517 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 830 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-3,500 รอบ/นาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.(จำกัดด้วยอิเลคทรอนิค)



รถกันกระสุน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถขับขี่ได้เหมือนรถปกติทั่วไป เมื่อตัดสินใจซื้อ ทางบริษัทผู้จำหน่ายจะส่งคนเข้ามาอบรมผู้มีหน้าที่ขับขี่ ทั้งในเรื่องของการใช้งานระบบต่างๆ ทักษะการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่น้ำหนักรถเพิ่มขึ้นมาก จุดศูนย์ถ่วงต่างๆ แรงเฉื่อย แรงกดบนล้อขณะเลี้ยว หรือว่าแรงต้านการเบรกก็เปลี่ยนไป หากไม่เรียนรู้ให้ถูกวิธีก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาได้ เช่น รถหลุดออกนอกเส้นทาง เบรกไม่อยู่ในระยะที่ต้องการ หรือถ้าเบรกแบบรุนแรง ระบบเบรกก็มีโอกาสสึกหรอได้ง่าย และที่สำคัญที่สุดก็คือ การควบคุมรถให้ได้ในสถานการณ์คับขัน ต้องรู้จักทางหนีทีไล่ และควบคุมสติอารมณ์ รถพิเศษ ทักษะการขับขี่ก็ต้องพิเศษตามไปด้วยเช่นกัน

ที่มาข้อมูล : กรุงเทพธุรกิจ
จำนวนคนอ่าน 8277 คน

 
แผ่นดินไหว ภัยใกล้ตัว
รู้จัก "นาฬิกาชีวิต" กับสมดุลของร่างกาย
"เซี่ยวกาง" ยามผู้เฝ้ารักษาประตู
คติความเชื่อเรื่องการไหว้พระ 9 วัด
ประเภทและสาเหตุของความฝันในทางพุทธศาสนา
 
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved